เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

ธุรกิจกอดเงินสด3ล้านล. หวั่นสุญญากาศการเมืองยืดเยื้อ ลุ้นรัฐบาลใหม่รอจังหวะลงทุน

30 มี.ค. 2562 | 09:45น.
ธุรกิจหวั่นปัญหา dead lock การเมืองฉุด จัดตั้งรัฐบาลลากยาว-ไม่มีเสถียรภาพ กัดฟันเดินหน้าลงทุน เชื่อไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลบิ๊กตู่ยังมีอำนาจเต็ม สมาคมค้าปลีกประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกโตต่ำ “ธนวรรธน์” ชี้ช่วงสุญญากาศการเมือง ลุ้นรัฐบาลใหม่เร่งสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดข้อมูลใหม่ภาคธุรกิจไทยเก็บเงินสดในแบงก์กว่า 3.35 ล้านล้านบาทหวังรอจังหวะลงทุนต่อ

แม้การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคมที่ผ่านมาจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านซึ่งพรรคการเมือง 2 พรรคที่มีคะแนนนำในลำดับที่ 1 และ 2 กำลังช่วงชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล ถูกจับตามองด้วยความเป็นห่วงจากนักธุรกิจนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ แม้ขณะนี้การแข่งขันกันในเกมการเมืองจะดำเนินไปอย่างปกติ แต่หวั่นเกรงว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยิ่งล่าช้ายิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ

เอฟเฟ็กต์ตลาดทุนระยะสั้น

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าผลการเลือกตั้งสุดท้ายจะออกมาอย่างไร หรือใครจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยต่างมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และมีวิธีคิดหรือวิธีทำงานที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้นได้ ซึ่งตลาดทุนมองเห็นความชัดเจนในการพยายามทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในระยะสั้นตลาดทุนอาจเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวน ซึ่งต้องรอว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ขณะที่ระยะยาวคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากทั้ง 2 พรรคมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไม่ได้มีแต่เฉพาะปัจจัยในประเทศ แต่ปัจจัยภายนอกประเทศที่สำคัญส่งผลกระทบต่อตลาดทุนตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นที่จะฝากก็คือ เราต้องคอยระวังเรื่องของปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างเยอะ” นายภากรกล่าว

หวั่นรัฐบาล dead lock 

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์การจัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า การเมืองปัจจุบันอยู่ในช่วงรอคอยว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้ สิ่งที่น่ากังวลคือพรรคที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล 2 ฝั่งมีคะแนนเสียงใกล้กัน ทำให้อาจจะเกิด dead lock หรือภาวะที่ไม่สามารถอนุมัติอะไรได้ แบบที่ประเทศสวีเดนเคยเผชิญ

“ต้องจับตาดูต่อว่าจะมีใครย้ายฝั่งจากที่จะจับขั้วกันหรือไม่ และตัวแปรที่เห็นชัดเจนคือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร คงต้องมองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนใหญ่ หากมองในแง่การลงทุน การที่มีรัฐบาลเสียงน้อยเกินไปจะมีผลต่อการออกกฎหมาย รวมถึงการออกกฎหมายงบประมาณอาจผลักดันไม่ผ่าน” นางวรวรรณกล่าว

นายสมบุญ ฟูศรีบุญ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.นำสินประกันภัย กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ยังมีรัฐบาลซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่า จะสามารถดูแลได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร ส่วนภาคธุรกิจเองเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว หากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ เพียงแต่เวลานี้เหมือนเกิดปรากฏการณ์ “deadlock” ทางการเมือง หรือภาวะชะงักงันที่หาข้อสรุปไม่ได้

“ในส่วนบริษัทเอง ขณะนี้พยายามรักษายอดขายจากคู่ค้าและพันธมิตร ขณะเดียวกันพยายามกระตุ้นให้ทีมงานดูแลลูกค้าอย่างใกลชิด” นายสมบุญกล่าว

ครึ่งปีแรกค้าปลีกโตต่ำ

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้รัฐบาลเดิมยังคงทำหน้าที่บริหารประเทศได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงเฝ้าติดตามว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และมีแนวนโยบายร่วมกันที่จะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งคงต้องรอกันต่อไป ขณะที่ภาพรวมค้าปลีกในครึ่งแรกของปี”62 คาดว่ากำลังซื้อยังคงเติบโตต่ำกว่าที่ควรเป็น

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของภาคค้าปลีกค้าส่งส่งผลต่อการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 16 ของการจ้างงานทั้งประเทศ โดยยอดเม็ดเงินการลงทุนของกลุ่มค้าปลีก (modern chain store) ช่วงปี 2016-2018 อยู่ที่ประมาณ 130,200 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท)

ค่ายรถลุ้นต่อตามโรดแมป

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลายฝ่ายกังวลการจัดตั้งรัฐบาลอาจยืดเยื้อ แต่สำหรับค่ายรถยนต์ไม่ค่อยห่วง เพราะรัฐบาลชุดเก่ายังมีอำนาจเต็ม เชื่อว่านโยบายทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนไปตามโรดแมป ซึ่งแต่ละบริษัทกำหนดการลงทุนไว้อย่างชัดเจน ส่วนภาวะตลาดก็ไม่น่ากระทบกระเทือนแต่อย่างใด เนื่องจากช่วง 2 เดือนแรกตลาดโตมากกว่า 12%

“ทั้งนี้คงต้องรอดูการจัดตั้งรัฐบาล หากได้นายกรัฐมนตรีคนเดิมก็เชื่อว่าจะได้ความต่อเนื่องของนโยบายต่าง ๆ จะสานต่อ และจะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา” นายชาญชัยกล่าว

ขณะที่นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเมืองไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เพียงแต่ในเรื่องของการสานต่อนโยบายต่าง ๆ นั้นควรมีความต่อเนื่องและชัดเจน

ด้านนายโทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ยังมั่นใจกับรัฐบาล และคาดว่ายอดขายรถยนต์ปีนี้น่าจะอยู่ระดับ 1.05 ล้านคัน

“ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการดำเนินงาน แต่ปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์น่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลจากสงครามการค้า ส่วนในประเทศไทยหากเกิดความไม่สงบก็ส่งผลกระทบต่อตลาดเช่นกัน”

เชื่อรัฐบาลใหม่เร่งอัดฉีดกำลังซื้อ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตลาดกรุ๊ป จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความกังวลสำคัญของนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ ณ เวลานี้คือ “เสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่”  ทำให้หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการการลงทุนที่ภาครัฐสนับสนุน หรือเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายต่าง ๆ อยู่ในภาวะ wait & see เพื่อรอความชัดเจนก่อนว่าจะต้องมีการทบทวนหรือปรับแผนการลงทุนหรือไม่

“ด้านกำลังซื้อผู้บริโภคเชื่อว่ายังไปได้ และน่าจะมีผลแค่ระยะสั้น โดยเฉพาะในตลาดอีคอมเมิร์ซจะไม่ได้รับผลกระทบยังเดินหน้าค้าขายตามปกติ ปัจจัยที่จะกระทบจริง ๆ จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอีเพย์เมนต์ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 21 มี.ค.นี้มากกว่า อย่างไรก็ตามเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งอัดฉีดเพื่อเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมาก แต่เสถียรภาพจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง”

เศรษฐกิจโลกแรงกว่าการเมือง

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่น่ามีผลกระทบมากนักต่อกระบวนการทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลก็ยังคงทำหน้าที่อยู่ การลงทุนต่าง ๆ อยู่ในท่อแล้ว และยังมีสิ่งที่ดำเนินการต่อเนื่องจากที่ทำไปแล้วอยู่ ซึ่งไม่น่าถือว่าเป็นสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญคือเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หลังจากมีการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นขั้วใดเป็นแกนนำก็คงมีการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีคงโตต่ำกว่า 4% ดังนั้นรัฐบาลใหม่อาจถูกคาดหวังให้มีมาตรการใหม่ออกมา ที่จะส่งผลให้เกิดแรงผลักดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และหวังว่าจะช่วยชดเชยส่วนที่มีช่องว่างในระหว่างที่รอจัดตั้งรัฐบาลได้

“ประเด็นที่น่ากังวลคือ การค้าการส่งออก ที่ถูกกระทบจากการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งมองว่าปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าการเมือง” นายเชาว์กล่าว

สุญญากาศการเมือง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ช่วงนี้คงเป็นช่วงสุญญากาศ เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพราะยังต้องรอสรุปผลการเลือกตั้งที่ระบุจำนวนเก้าอี้อย่างชัดเจนจากทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามกรอบจะต้องรับรองผลการเลือกตั้งไม่เกินวันที่ 9 พ.ค.

โดยขณะนี้ยังมีความก้ำกึ่งในการเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลของทั้งฝั่งพรรคพลังประชารัฐและฝั่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งยากจะคาดเดา แต่หากดูโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญ ที่มีการกำหนดให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้เห็นภาพได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็อาจจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ หากพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลโดยมีเสียงเกิน 260 เสียงหรือมากกว่านั้นได้ ก็จะมีความมั่นคงขึ้น

“ต้องยอมรับว่า ช่วงนี้คงเป็นสุญญากาศ ก่อนที่ กกต.จะมีการประกาศที่ชัดเจน แต่ว่าไม่ได้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ คือเราต้องแยกว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกไม่ดี ทำให้ไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ดีมาก ถ้าไม่มีการถอนเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้น ก็จะไม่น่ากังวล” นายธนวรรธน์กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลปัจจุบันยังสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้ เพราะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เพียงแต่ด้วยมารยาทคงไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนักช่วงนี้ แต่การเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนที่อยู่ในไปป์ไลน์อยู่แล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท คงเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ก็คงดำเนินไปตามกรอบได้

“เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับนานาชาติ ที่การเลือกตั้งอาจจะมีรัฐบาลผสม และมีการยุบสภาเกิดขึ้นบ่อย แต่ถ้านโยบายชัดเจนและต่อเนื่อง ภาพเศรษฐกิจก็คงไม่มีอะไรเสียหาย โตได้ แต่อาจจะไม่สูง ซึ่งการเติบโตในกรอบใกล้เคียง 4% เหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา” นายธนวรรธน์กล่าว

รับเหมาขออย่าหยุดบิ๊กโปรเจ็กต์ 

นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา อย่าเช็กบิลโครงการเก่า อย่าหยุดพัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ให้เดินหน้าต่อ เพราะจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม ขอให้เดินหน้าลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เร่งเร็วขึ้น ไม่ว่ารถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง โครงการน้ำ เพราะยิ่งสร้างเร็ว จะยิ่งส่งผลดีต่อจีดีพีของประเทศให้เติบโตขึ้น

ขณะที่นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า ต้องดูว่ารัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพแค่ไหน และคาดว่าโครงการเก่าจะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้อีก และจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างที่อย่างน้อยก็ทรงตัวหรือดีขึ้น

อสังหาฯ wait & see

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงการฟอร์มรัฐบาลใหม่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด ภาคเอกชนจึงได้แต่ wait & see เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดเก่าเคยดำริไว้แต่ยังไม่ได้ทำ ในอนาคตจะทำต่อหรือถูกยกเลิก ทำให้ช่วง 2 เดือนจากนี้มองได้ว่าเป็นช่วงสุญญากาศได้

“ช่วง 2 เดือนนี้เป็นสุญญากาศด้านการลงทุนหรือเปล่า คงไม่กล้าประเมินเพราะไม่รู้รัฐบาลจะทำหรือไม่ทำเรื่องอะไร ถ้าเป็นรัฐบาลเพื่อไทยห่วงด้านการลงทุนคงชะงัก เพราะต้องมาเริ่มใหม่และอาจรื้อนโยบายเยอะ นโยบายอะไรที่ยังไม่ได้ลงมือทำอาจขอทบทวนใหม่ ล้วนแต่เกิดได้ทั้งสิ้น”

สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาฯ ดร.อาภากล่าวว่า มองจากประสบการณ์ เลือกตั้งครั้งนี้อาจมีความเกี่ยวพันไม่มากเพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่มาถึงต้องดูแลความมั่นคงของประชาชนในด้านที่อยู่อาศัย อยู่ที่จะออกนโยบายอะไรมาสนับสนุน ทุกรัฐบาลต้องทำอยู่แล้วเพียงแต่ทำน้อยทำมาก ทำช้าทำเร็ว ฉะนั้นจึงมองว่ากระทบไม่มาก

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัว พรรคแกนนำไม่ว่าขั้วพรรคเพื่อไทยหรือขั้วพรรคพลังประชารัฐได้จัดตั้งรัฐบาลก็ตาม เงื่อนไขมีแนวโน้มนำไปสู่ม็อบการเมืองได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ภาคเอกชนไม่อยากให้เกิดขึ้น

“รัฐบาลใหม่ถ้าเป็นชุดเดิมก็คือมาสานต่อสิ่งที่ทำอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นขั้วใหม่คงเป็นไปได้ยากที่จะสานต่อนโยบายเดิม โดยเฉพาะ EEC ซึ่งอาจไม่ฟู่ฟ่าอย่างที่คิด”

จี้ทบทวนค่าแรงหาเสียง

ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนพูดชัดเจนด้านเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย มีแต่ พปชร.ทำบ้านล้านหลัง จึงมอง 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2561 ทำสถิตินิวไฮทุกด้าน ทั้งยอดเปิดโครงการใหม่ ยอดโอน และยอดปล่อยสินเชื่อ ปีนี้จึงเป็นปีที่ต้องระมัดระวังตัวอยู่แล้ว

2.สิ่งที่ต้องจับตาคือรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2563 อยากให้พิจารณาการออกกฎหมายลูกมารองรับ โดยเฉพาะประเด็นการนำที่ดินมาพัฒนาโครงการแต่ยังขายไม่หมด ซึ่งขอผ่อนผัน 3 ปี ได้รับยกเว้นภาษี และ 3.อยากให้ทบทวนนโยบายหาเสียงค่าแรงขั้นต่ำ ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันด้วย ข้อเสนอหลักคือรัฐบาลใหม่ต้องกำหนดให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อสามารถแยกได้ว่าแรงงานฝีมือควรมีรายได้สูงมากกว่าแรงงานไร้ฝีมือ

ขอการเมืองนิ่งพร้อมลงทุน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ชี้ว่า ภาคเอกชนอยากเห็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญในส่วนนี้ ที่เหลือภาคเอกชนพร้อมช่วยเหลือตนเองในการดำเนินธุรกิจ หากบรรยากาศการลงทุนมีทิศทางที่ดี เศรษฐกิจประเทศจะดีตามไปด้วย เพราะจากการสอบถามนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่อยากให้การเมืองมีเสถียรภาพคล้าย ๆ กัน

ส่วนนายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ กล่าวว่า หากการเมืองนิ่งบริษัทก็พร้อมจะลงทุนต่อยอดจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเที่ยม ไอออน ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัทย่อยชื่อ บจ.โมบิลิตี คอร์ปอเรชั่น เพื่อผลิตจำหน่ายรถยนต์ระบบพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Pure EV System) ภายใต้แบรนด์ “MINE Mobility” ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยทีมงานของบริษัทที่เป็นคนไทยทั้งหมด และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ถือเป็นรถไฟฟ้าเพื่อคนไทย ราคาที่เป็นไปได้สำหรับคนไทย งบลงทุน 100 ล้านบาท เป้าหมาย 5,000 คันในเฟสแรก

ติงรัฐบาลใหม่อย่าใช้เงินมือเติบ

ขณะที่ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่ามีโอกาสสูงที่ พปชร.จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แต่ต้องหาสูตรผสมนโยบายที่ลงตัวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพราะแต่ละพรรคมีนโยบายต่างกัน เฉพาะ พปชร.ก็มี 14-15 นโยบายแล้ว จึงต้องเลือกนโยบายหลัก ตัดลดวงเงินหรือทบทวนนโยบายบางส่วน เช่น การแจกเงินในโครงการต่าง ๆ การขึ้นค่าแรงในอัตราที่สูงเกินจริงอย่าง พปชร.มีการใช้เงินดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงประมาณ 5.9 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มากว่างบลงทุนแต่ละปีที่ 4.2 แสนล้านบาท อาจต้องขึ้นภาษีซึ่งจะกระทบประชาชน หรือใช้เงินกู้ก็จะมีปัญหา นอกจากนี้ต้องมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นกำลังซื้อประชาชนให้ได้ ไม่ใช่แค่แจกเงินโดยไม่มีเหตุผล และต้องดูแลการทุจริตคอร์รัปชั่น

ธุรกิจกอดเงินฝาก 3.3 ล้านล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง เงินรับฝากแยกตามประเภทผู้ฝากและประเภทบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ พบว่าเงินรับฝากของภาคธุรกิจ (ณ ม.ค. 62) อยู่ที่ 3,355,542 ล้านบาท โดยเป็นการรวมบัญชีทุกประเภททั้งบัญชีกระแสรายวัน, บัญชีออมทรัพย์ และบัญชีฝากประจำ ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค. 2557 บัญชีเงินฝากของภาคธุรกิจอยู่ที่ 2,192,747 ล้านบาท เรียกว่าภาคธุรกิจถือเงินสดเพิ่มขึ้น

ในช่วง 5 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 35% แม้ว่าสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมาภาคธุรกิจขยายการลงทุนน้อยเน้นเก็บเงินสดไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่ำ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนเงินฝากของภาคธุรกิจนั้น เนื่องจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยอาจรอจังหวะการลงทุน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมายังไม่ได้ถึงขั้นไม่ลงทุน เพราะยังเห็นการลงทุนของเอกชนไทยอยู่ แต่อาจจะไม่ได้แรงเท่าในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเพราะยังรอดูความเชื่อมั่นทางการเมืองไทย และของต่างประเทศ เช่น สงครามการค้า ทำให้อาจชะลอการลงทุนไว้ก่อน

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!