IAA คาดหุ้นไทย Q2 อาจเห็นแรงเหวี่ยงทำจุดต่ำสุดที่ 1,583 จุด
ลุ้นจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จหนุน SET ยืนระดับ 1,689 จุด ผลสำรวจนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Survey) คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/62 แตะ 1,689 จุด รับปัจจัยบวกการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ชี้ หุ้นไทยอาจเห็นแรงเหวี่ยงแตะจุดต่ำสุดที่ 1,583 จุด หากพรรคบางพรรคยังไม่แน่ชัดว่าจะอยู่ฝั่งไหน-กกต.แจกใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง ส่วนแรงหนุนฟันด์โฟลว์คาดหากนำกระดาน NVDR มารวมคำนวณในดัชนี MSCI Thailand จะมีเงินไหลทะลักเข้า SET
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้นมีแนวโน้มทิศทางเป็นบวก และมีโอกาสกลับขึ้นไปยืนที่ 1,689 จุด ภายในไตรมาส 2/62 นี้ อย่างไรก็ตามตลอดทั้งปีดัชนีมีโอกาสยืนอยู่ที่ 1,740 จุด โดยคาดดัชนีต่ำสุดระหว่างปีมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,583 จุด ส่วนจุดสูงสุด 1,764 จุด ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปีนี้อยู่ที่ 110.02 บาท และมี EPS Growth เฉลี่ยที่ 9.67%
ตลาดหุ้นไทยคาดว่าได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางด้านการเมืองในประเทศ แต่ทั้งนี้อาจต้องรอจนถึงต้นเดือน พ.ค.62 ถึงจะเห็นตัวเลข ส.ส.อย่างเป็นทางการ รวมทั้งกระบวนการในการให้ใบเหลือง ใบส้ม และใบแดง ส่วนปัจจัยเชิงลบเชื่อว่าอาจจะมีการรับรู้ไปมากแล้ว ที่สุดแล้วน่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน
“เมื่อเห็นตัวเลข ส.ส.ชัดเจน และใครอยู่ฝั่งไหน แม้มีบางพรรคอันดับ 4 และอันดับ 5 ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ฝั่งไหนแน่ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะต้องเลือกสักฝั่ง เพราะฉะนั้นคงได้ผลบวกอีกครั้งจากความชัดเจนตรงนั้น รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาล แต่ระหว่างทางอาจมีกระแสข่าวออกมาทำให้หุ้นไทยเกิดแรงกระเพื่อมแกว่งขึ้นแกว่งลงบ้าง จนอาจะเห็นแรงเหวี่ยงทำจุดต่ำสุดที่ 1,583 จุดได้ในช่วงไตรมาส 2 นี้” นายสมบัติกล่าว
นอกเหนือจากการเมืองในประเทศ ตลาดอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แม้จะมีทิศทางที่ดีแต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน
ส่วนทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติอาจจะคาดคะเนยาก แต่อย่างไรก็ดียังมีตัวแปรเชิงบวกที่จะได้รับคือ MSCI จะพิจารณานำกระดาน NVDR มารวมคำนวณในดัชนี MSCI Thailand ซึ่งหลายสำนักประเมินว่า จะทำให้เห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาเวลาลงทุนตามน้ำหนักดัชนี MSCI โดยบางสำนักคาดว่าเงินจะไหลเข้ามาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หรือบางสำนักประเมินว่าจะเห็นสัก 2-3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีตัวแปรนี้ตัวแปรเดียวหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินต่างชาติกลับเข้ามาโดยที่ยังไม่ได้อิงปัจจัยอื่นๆ
“แม้ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติจะคาดคะเนยาก แต่ยังมีนักลงทุนสถาบันไทยที่มีทิศทางขยายตัวเป็นลำดับ เพราะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2561) นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาท ผู้ที่มาค้ำยันไว้ได้คือนักลงทุนสถาบันไทย” นายสมบัติกล่าว
ส่วนทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ขณะนี้ทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าทีจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เพราะฉะนั้นทำให้ทิศทางค่อนข้างเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่เคยเป็นปัจจัยลบปรับสมมุติฐานใหม่ในเชิงบวกมากขึ้น และสำหรับทิศทางดอกเบี้ยไทย คาดว่า กนง.จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ในสมการหากทิศทางดอกเบี้ยปรับขึ้นไป 0.25% อาจจะมีผลกระทบสัก 10 เท่าของราคาหุ้นหรือประมาณ 2.5% แต่หากดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้นจากที่คาดการจะปรับขึ้นนั้น จะมีผลกระทบเชิงบวกกับราคาหุ้นประมาณ 2-3% ซึ่งน่าจะรับรู้ไปบ้างแล้ว
อย่างไรก็ดีหุ้นเด่นที่แนะนำในช่วงนี้คือ
1. AOT ที่มีปัจจัยสนับสนุนจากธีมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นนโยบายหลักของแทบทุกพรรคการเมือง
2. BBL มีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะการลงทุนในประเทศฟื้นตัว โดยวงจรการลงทุนน่าจะหนุนสินเชื่อภาคธุรกิจ
3. CPALL มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคฟื้นตัวจากมาตรการผลักดันภาครัฐ ผลดีจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับการกระตุ้นการบริโภคเติบโตดี นอกจากนั้น CPALL ก็เป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
4. SCC มีปัจจัยสนับสนุนจากกำไรกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ปรับตัวลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากธุรกิจปูนซีเมนต์ฟื้นตัวและราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ โดยแนวโน้มรายได้และกำไรเข้าสู่ขาขึ้น
และ 5. STEC โดยอิงธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หุ้นรับเหมาก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากการเดินหน้าต่อ mega projects ซึ่งมีงานในมืออยู่กว่า 1.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่ม