“เฟซบุ๊ก” ออกมาตรการต่อต้านกระแส “ผิวขาวขวาจัด” บังคับใช้ภายใน 3 เดือน
หลังจากเกิดเหตุการณ์กราดยิงในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมือปืนเป็นผู้ที่มีแนวคิดคลั่ง “คนขาว” ได้ทำการบุกเข้าไปสังหารโหดภายในมัสยิดทำให้ให้มีผู้เสียชีวิตถึง 50 ราย โดยระหว่างก่อเหตุได้มีการไลฟ์สตรีมผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเองด้วย สร้างความตระหนกแก่คนทั่วโลก ตามมาด้วยคำถามและคำวิจารณ์ต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ บนโลกออนไลน์ถึงมาตรการในการป้องกันความรุนแรงดังกล่าว
ล่าสุด “ไทมส์” รายงานว่า “เฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมที่จะออกมาตรการที่ขยายครอบคลุมการแบนเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือ “เฮต สปีช” ซึ่งสนับสนุนแนวคิด “ชาตินิยมผิวขาว” (white nationalism) และแนวคิด “การแบ่งแยกผิวขาว” (white separatism) นับตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
โดยก่อนหน้านี้ ทางเฟซบุ๊กได้ประกาศแล้วว่า อันที่จริงแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กมีมาตรการแบน “แนวคิดชาวผิวขาวเหนือกว่าชนชาติอื่น” (white supremacists) มานานแล้ว เพียงแต่มาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้ครอบคลุมการแบนเนื้อหาแนวคิดชาตินิยมผิวขาวมาก่อน เนื่องจากมองว่า แนวคิดชาตินิยมเป็นการสิทธิในการแสดงออกที่หลากหลาย อาจหมายถึงความภาคภูมิใจในชาติ หรือ แนวคิดการแยกตัวเป็นอิสระ ตัวอย่างเช่น “อเมริกัน ไพด์” (American pride) ที่เป็นแนวคิดเรื่องความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของชาวอเมริกัน หรือ “การแบ่งแยกดินแดนบาสก์” (Basque separatism) ที่เป็นแนวคิดการแยกตัวเป็นอิสระของชาวบาสก์จากสเปน โดยสิ่งเหล่านี้เฟซบุ๊กจะยังอนุญาตให้แสดงออกได้
ทั้งนี้ กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและองค์กรต่าง ๆ ได้ออกมาโต้แย้งว่า มุมมองดังกล่าวของเฟซบุ๊กเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดและมีการเรียกร้องให้บริษัทปรับเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว ซึ่งต่อมาเฟซบุ๊กได้เปิดเผยว่า มีการเจรจาระหว่างกันเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งได้ผลสรุปว่า แนวคิดชาตินิยมผิวขาวและแนวคิดการแบ่งแยกผิวขาวไม่สามารถแยกออกจากแนวคิดชาวผิวขาวเหนือกว่าชนชาติอื่นและการจัดตั้งกลุ่มที่สร้างความเกลียดชังได้
คริสเท็น คลาร์ก ประธานและผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการทนายความเพื่อสิทธิพลเมืองภายใต้กฎหมาย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า นักเคลื่อนไหวได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาให้ความสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พยายามเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อเรื่องนี้สำหรับพนักงานเฟซบุ๊กให้ถูกต้อง
และยังกล่าวว่า “ช้าเกินไป” ที่จะจัดการกับความเกลียดชัง และการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงจากแนวคิดชาวผิวขาวเป็นใหญ่ นอกจากนี้ เรายังต้องการหน่วยงานที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการรับมือกับการกระทำเหล่านี้ด้วย
ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก ประกาศแล้วว่า จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายใน 3 เดือนนี้ หลังจากที่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น เฟซบุ๊กถูกวิจารณ์อย่างหนักจากเหตุการณ์กราดยิงที่นิวซีแลนด์ นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุที่ชายคนหนึ่งขับรถเข้าชนกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านแนวคิดชาตินิยมผิวขาวที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ก่อการร้ายสารภาพว่า แรงจูงใจเพราะความเกลียดชัง การนองเลือดต่างๆ เหล่านี้เป็นบทเรียนให้เฟซบุ๊กต้องออกมาแบนแอคเคาท์ที่ส่งเสริมความเกลียดชังและความรุนแรง
นอกจากนั้น เฟซบุ๊กยังพยายามออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยผู้ใช้ที่ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดชาวผิวขาวเหนือกว่าชนชาติอื่นบนเฟซบ๊ก จะถูกตรวจสอบโดยกลุ่มที่เรียกว่า “Life After Hate” ซึ่งก่อตั้งโดยการรวมตัวของอดีตผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งที่ต้องการนำผู้คนออกจากความคิดรุนแรงของกลุ่มขวาจัด
”คลาร์ก” ย้ำว่า ทัศนคติที่แบ่งแยกแนวคิดชาวผิวขาวเหนือกว่าชนชาติอื่น ออกจากแนวคิดชาตินิยมผิวขาวและแนวคิดการแบ่งแยกผิวขาว คือ “ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง” เพราะสิ่งเหล่านี้แทบไม่แตกต่างกันเลย เหตุการณ์กราดยิงที่นิวซีแลนด์ คือ “สัญญาณเตือน” ว่าทำไมพวกเราต้องการหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ความรู้มากกว่า แค่การปราบปรามการกระทำความรุนแรงจากแนวคิดชาวผิวขาวเหนือกว่าชนชาติอื่น
สำหรับ “ราชฮาด โรบินสัน” ประธานกลุ่ม Color of Change กล่าวว่า กลุ่มนักกฎหมายได้เตือนถึงการขยายตัวของอันตรายจากกลุ่มแนวคิดชาตินิยมผิวขาวบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า พวกเขายินดีที่จะเห็นประกาศมาตรการใหม่ของเฟซบุ๊ซ การพัฒนาของเฟซบุ๊กนี้ควรขยายไปถึง “ทวิตเตอร์ ยูทูบ และอเมซอน” เพื่อกระทำการยับยั้งการขยายตัวของแนวคิดชาตินิยมผิวขวาอย่างเร่งด่วน
โดยเฉพาะการใช้พื้นที่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ในการกระจายแนวคิดที่รุนแรง และใช้ถ้อยคำจูงใจ อันทำให้เกิดการโจมตีที่น่าเศร้าในชาร์ลอตส์วิลล์ พิตต์สเบิร์ก และไครสต์เชิร์ช
ปัจจุบันทวิตเตอร์ยังไม่มีการแบนแนวคิดชาตินิยมผิวขาวหรือแนวคิดการแบ่งแยกผิวขาว แม้จะมีนโยบายยับยั้งการแสดงออกที่ส่งเสริมความรุนแรง หรือ การปฏิบัติต่อผู้คนโดยแบ่งแยกเชื้อชาติ เพศ ศาสนา และกลุ่มที่ต้องได้รับการปกป้องอื่น ๆ
นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังห้ามการใช้ภาพและสัญลักษณ์ที่รุนแรงบนโปรไฟล์และภาพปก ขณะที่ยูทูบก็แบน “เฮต สปีช” และยังมีการลบเนื้อหาที่ส่งเสริมความรุนแรงหรือความเกลียดชังกลุ่มคนต่าง ๆ ส่วน “อเมซอน” มีนโยบาย “ผลิตภัณฑ์ที่ก้าวร้าว” โดยไม่อนุญาตให้ส่งเสริมหรือเชิดชูความเกลียดชัง ความรุนแรงทางเชื้อชาติ เพศ รวมถึงความไม่อดกลั้นทางศาสนา แต่ 3 บริษัทดังกล่าวยังไม่แสดงท่าทีต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเคลื่อนไหว
ขณะที่ Madihha Ahussain ที่ปรึกษาพิเศษด้านกลุ่มคลั่งศาสนาต่อต้านชาวมุสลิม ในองค์กรมุสลิมไม่แสวงหากำไร กล่าวว่า คำถามที่สำคัญของตอนนี้ คือ เฟซบุ๊กจะตีความและบังคับใช้นโยบายใหม่อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมเช่นเดียวกับการโจมตีมัสยิดที่ไครสต์เชิร์ชอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ “มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟซบุ๊ก ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น รวมถึงต้องปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตให้มีสามารถรักษาความปลอดภัยของสังคมได้ ขณะที่ยังให้เสรีภาพกับผู้คนและส่งเสริมผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อีกด้วย