เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

บลจ.อเบอร์ดีนฯ ชี้แบงก์ชาติหั่นดบ.อีก 1 ครั้งปีนี้ช่วยพยุงศก. แนะจังหวะลงทุนตราสารหนี้อายุ 1-5 ปี

04 ก.ย. 2562 | 16:38น.

นายพงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุน-ตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดตราหนี้ช่วง 3-6 เดือนข้างหน้านี้ มองว่าตราสารหนี้ช่วงอายุ 1-5 ปี น่าสนใจลงทุน เนื่องจากประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายทางการเงินในการลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง จากระดับ 1.5% ลงมาเหลือ 1.25% ในช่วงไตรมาส 4 นี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ 3% ได้ แต่ทั้งนี้บริษัทได้ประเมินตัวเลขจีดีพีไว้อาจจะอยู่แค่ 2.7-2.8% เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อยังต่ำกว่า 1% ขณะที่การนำเข้ายังติดลบค่อนข้างมาก รวมทั้งภาคการส่งออกก็ยังชะลอตัวอยู่

ทั้งนี้บริษัทยังได้มีการลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้อายุ 10 ปีขึ้นไป เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี อยู่ที่ 1.4% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.4% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 20 ปี อยู่ที่ 1.5% ซึ่งถือว่ามีความใกล้เคียงกัน หากจะต้องลงทุนระยะยาวเพื่อให้ยีลด์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยมองว่าไม่ค่อยสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจมากเกินกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นมองว่าตราสารหนี้ระยะยาวไม่ค่อนน่าสนใจ
“สิ่งที่จะทำให้ตราสารหนี้ระยะยาวน่าสนใจ แบงก์ชาติจะต้องลดดอกเบี้ยอย่างน้อยถึง 2 ครั้ง จากระดับ 1.5% ลงไปถึง 1% หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งมองว่าโอกาสแบบนั้นยังน้อย ทำให้บริษัทเลือก Overweight ลงทุนในตราสารหนี้อายุ 1-5 ปีมากกว่า” นายพงค์ธารินกล่าว

ส่วนทิศทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ซึ่งอาจจะน้อยกว่าตลาดคาดไว้ที่ 3-4 ครั้ง เนื่องจากบริษัทประเมินว่าอาจจะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสหรัฐจะมีการเลือกประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2563 ดังนั้น “ทรัมป์” คงอยากจะเป็นอีกรอบ เพราะฉะนั้นการดำเนินนโยบายหลังจากนี้จะต้องส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ฉะนั้นคาดว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2563 ทาง

“ทรัมป์” จะลดความดุดัน (Aggressive) หรืออุปนิสัยจะไม่ค่อยผันผวนนัก ทำให้ทิศทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะเบาลง แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ว่า “ทรัมป์” จะไม่หยุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงลบค่อนข้างรุนแรง แต่อย่างไรก็ดีบริษัทประเมินว่าปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่ “ทรัมป์” จะพยายามตอบโต้จีน โดยการลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งก็น่าจะพอแล้ว

“ตลาดค่อนข้าง bearish ในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่าดอกเบี้ยของสหรัฐจะเหลือ 1% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% คือเฟดจะต้องลดอกเบี้ยอีก 5 ครั้ง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่แย่มากจนเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) จนต้องลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1% ตามที่ตลาดคาดการณ์จากเรื่องของการเมือง”
ส่วนทิศทางค่าเงินบาทสิ้นปีนี้คาดว่าเงินบาทยังแข็งค่าอยู่ที่ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายออเสน การบริสุทธิ์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุน-ตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชีนตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้จะแกว่งตัวอยู่ในแดนบวกสลับลบประมาณ 5% จากระดับดัชนีปัจจุบันที่ประมาณ 1,650 จุด หรือแกว่งตัวในกรอบ 1,570-1,730 จุด ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่ยังมีปัจจัยกดดันและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามทางการค้า และความไม่แน่นอนของการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ โดยตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นภูมิภาค แม้ว่าช่วงไตรมาส 2/62 บริษัทจดทะเบียนไทยจะมีการตั้งสำรองการเกษียณอายุของพนักงานตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ แต่ภาพรวมกำไรบริษัทยังเติบโตดีตามการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์หรือ IAA Consensus ที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้จะโตราว 11% และปีหน้าเติบโต 10% ขณะที่ P/E จะอยู่ที่ 15 เท่า และปีหน้า P/E อยู่ที่ 14 เท่า

“ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงถือเป็นโอกาสลงทุน มองกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ วัสดุก่อสร้าง, ค้าปลีก ที่จะได้ผลบวกจากนโยบายรัฐบาลเดินหน้าและภาคเอกชนเริ่มลงทุน รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลที่ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องและเข้าสู่ช่วงหน้าฝน”