เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

“ซีไอเอ็มบี” ลุ้นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง

01 ต.ค. 2562 | 18:20น.

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ลุ้นธปท.ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือน พ.ย.62 หลังธปท.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงต่อเนื่อง เชื่อลดดอกเบี้ยจะช่วยหนุนเศรษฐกิจโต-เงินเฟ้อเร่งขึ้น-ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายกำลังเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายทางการเงิน กล่าวคือเหมือนกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะไปทางใด ทางหนึ่งคือการลดดอกเบี้ยสนับสนุนเศรษฐกิจให้โต เงินเฟ้อเร่งขึ้น และหวังลึกๆ ว่าจะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าได้บ้าง และอีกทางหนึ่งคือคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยต่ำนานหรือลดลงอีก เพราะคนจะยิ่งไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและอาจเกิดภาวะฟองสบู่ที่ควบคุมยากในอนาคต

สำนักวิจัยฯ คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินน่าจะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไป วันที่ 6 พ.ย.62 จากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% ลดเหลือ 1.25% เนื่องจากเห็นแนวโน้มตัวเลขและเหตุการณ์ในอนาคตส่งสัญญาณที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจลดดอกเบี้ย

อนึ่ง นโยบายการเงินพิจารณาสามปัจจัยสำคัญ นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และเสถียรภาพทางการเงิน ตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตามภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกหดตัวต่อเนื่อง กระทบการลงทุนและการบริโภคในประเทศ วันนี้มีสองในสามปัจจัยที่ส่งสัญญาณว่ากนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบหน้า คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และราคาสินค้า เป็นที่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่ำกว่าศักยภาพ ธปท.เองได้ออกมาปรับประมาณการลงต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค.62 หลุดกรอบล่างที่ร้อยละ 1 และมีแนวโน้มต่ำต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมัน ส่วนหนึ่งเกิดจากความเสี่ยงที่มาจากอุปสงค์อ่อนแอ

นอกจากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายการเงินจะพิจารณาแนวโน้มตัวเลขและเหตุการณ์ในอนาคตด้วย อย่างที่เห็นในการประชุมเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้มีสัญญาณการลดดอกเบี้ยหรือเสียงแตกจากคณะกรรมการกนง.ในรอบก่อนหน้า แต่สุดท้าย กนง.ปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งน่าจะมาจากแนวโน้มตัวเลขและเหตุการณ์ในอนาคต ประกอบด้วย ปัจจัยความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐจากจีน แม้ยังไม่เกิดขึ้นในเดือนนั้น แต่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในอนาคต เปรียบเหมือนดูกระจกมองหลังเวลาขับรถไปข้างหน้า ดูให้รู้ว่ามีสัญญาณอะไรหรือใช้เปลี่ยนเส้นทางและดูข้างหน้าเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความเร็วว่าจะแตะเบรกหรือขึ้นดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจวิ่งแรงเกินไป หรือจะเหยียบคันเร่งหรือลดดอกเบี้ยให้เศรษฐกิจเร่งขึ้น

ขณะที่การประชุมในรอบปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา กนง.คงดอกเบี้ยอาจเพราะยังห่วงเสถียรภาพในตลาดการเงิน ที่นักลงทุนยังเข้าลงทุนโดยไม่ได้ประเมินความเสี่ยงดีพอ และการเข้าลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หนี้เสียมีมากโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก

“ผมเห็นใจผู้กำหนดนโยบายที่กำลังยืนอยู่บนทางแยกว่าจะเลือกเดินทางไหนดี เพราะเมื่อมองไปข้างหน้าล้วนมีความเสี่ยงให้เศรษฐกิจโตช้าลง ไม่เพียงสงครามการค้าที่ยังคงลากยาวและอาจรุนแรงขึ้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีท่าทีชะลอลง โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่มาช้า และไทยมีความเสี่ยงที่จะตกขบวนรถไฟของการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอาเซียน เพราะบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นอาจเลือกเวียดนามแทน” นายอมรเทพ กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อสงครามการค้าที่ลากยาวส่งผลกระทบการส่งออกให้หดตัว ผู้ผลิตลดกำลังการผลิต ชั่วโมงการทำงานถูกตัด และรอบนี้ไม่เพียงภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอ เพราะภาคเกษตรเองก็ไม่แข็งแรง จากภัยธรรมชาติทั้งฝนแล้งและน้ำท่วมในหลายจังหวัดได้มีผลต่อปริมาณการผลิตและรายได้ภาคเกษตร แม้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐจะมีแต่ก็ทำได้เพียงประคองกำลังซื้อเขาไว้ เราอาจรอผลมาตรการกระตุ้นการบริโภคแต่อาจมีไม่มากเพราะงบประมาณภาครัฐเองก็มีจำกัด อีกทั้งงบประมาณปี 2563 ที่ปกติจะเริ่มวันนี้ก็มีความจำเป็นต้องรอให้ผ่านสภาฯ ในช่วงต้นปีหน้า

ขณะที่ปัจจัยสำคัญคือบาทแข็งค่าแรงยังคงกดดันและกระทบผู้ส่งออก แต่การที่บาทแข็งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง เป็นที่สนใจของนักลงทุนที่มาพักเงินในช่วงความผันผวนมีมาก ซึ่งการลดดอกเบี้ยลงน่าจะลดแรงจูงใจนักลงทุนต่างชาติได้บ้าง

ด้านเสถียรภาพ ที่ผ่านมาทางธปท.ได้มีมาตรการดูแลคุณภาพสินเชื่อ และต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเกณฑ์สินเชื่อบ้าน และน่าจะลดพฤติกรรมเก็งกำไรได้มาก แต่ต้องเข้าใจว่าแม้ลดดอกเบี้ยไป สินเชื่อก็อาจไม่ได้ขยายตัวแรง เพราะธนาคารพาณิชย์ยังคงกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อและมีข้อกำกับมากมาย แต่ก็น่าจะคลายความกังวล ลดต้นทุนทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นได้บ้าง

หลังจากกนง.ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% แล้ว อย่าเชื่อว่าดอกเบี้ยต่ำสุดได้เพียง 1.25% ภาพจำว่าดอกเบี้ยต่ำสุดคือ 1.25% มาจากในช่วงวิกฤติการเงินโลก กนง.ลดดอกเบี้ยจากระดับร้อยละ 3.75 ปลายปี 2551 ลงสู่ระดับร้อยละ 1.25 ในเดือน เม.ย. ปีถัดมา หลังจากนั้น ในช่วงไตรมาสที่สองปี 2552 เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 3.1% แต่ถึงขั้นนั้นกนง. ก็ไม่ได้ลดดอกเบี้ยลงอีก ยังคงที่ 1.25% ส่วนหนึ่งอาจเพราะภาวะเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวได้เร็ว ก็อาจสนับสนุนได้ว่าดอกเบี้ยต่ำเพียงพอในการประคองเศรษฐกิจในขณะนั้น อย่างไรก็ดี เราไม่เชื่อว่าดอกเบี้ยไทยจะลงไปต่ำกว่า 1.25% ไม่ได้ แม้วันนี้ไม่ใช่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ แต่อยู่ในจุดที่อาจไม่จำเป็นต้องให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับเช่นในอดีตคือ 1.25%

“ผมมองว่าในภาวะที่ตลาดการเงินโลกมีปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบมาก โดยเฉพาะหลังธนาคารกลางสำคัญได้ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและขยายงบดุลของธนาคารกลางมาก่อนหน้า เราจึงไม่อาจมองภาพนโยบายการเงินวันนี้เทียบอดีตได้ แต่ผมยังหวังว่าเรายังไม่ต้องลดดอกเบี้ยลงอีก และอาจใช้มาตรการอื่น โดยเฉพาะมาตรการทางการคลังแทน แต่ภาวะความเสี่ยงดอกเบี้ยขาลงเช่นนี้ ผู้ฝากเงินน่าจะล็อกเงินฝากระยะยาว ผู้กู้ใช้ดอกเบี้ยลอยตัว ขณะที่ระวังการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงไว้บ้างตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีผลต่อกำไรบริษัท แต่เมื่อสภาพคล่องมีสูงขึ้น ก็อาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจได้อีกครั้ง” นายอมรเทพ กล่าว