เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

โรงงานอาหารสัตว์ป่วนหนัก US ขู่ไทยเลิกแบน “ไกลโฟเซต”

27 ต.ค. 2562 | 20:30น.

แบน 3 สารพิษเคมีเกษตรบานปลาย หลังกระทรวงเกษตรฯสหรัฐทำหนังสือถึง “ประยุทธ์” ขอชะลอการแบน “ไกลโฟเซต” พร้อมขู่กระทบการค้ากากถั่วเหลือง-ข้าวสาลี-กาแฟ-องุ่น-แอปเปิล เพราะมีการใช้ในพืชเหล่านี้ ร้อนถึงสมาคมอาหารสัตว์-น้ำมันถั่วเหลืองเต้น กลัวขาดวัตถุดิบ เสียหายหลายแสนล้าน

การประกาศ “แบน” สารเคมีกำจัดวัชพืชอันตราย “พาราควอต-ไกลโฟเซล-คลอร์ไพริฟอส” ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้กลายเป็นประเด็น “การเมืองระหว่างประเทศ” ไปแล้ว เมื่อกระทรวงเกษตรและการค้าสหรัฐ (Trade and Foreign Affairs) เข้า “แทรกแซง” ด้วยการทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ “ชะลอ” การแบนสารเคมี “ไกลโฟเซต” ออกไปก่อน

ในขณะที่การบริหารจัดการสต๊อกคงเหลือของสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้ง 3 ชนิดก็เต็มไปด้วยความสับสน และโยนกันไปมาระหว่างคณะกรรมการวัตถุอันตราย กับกรมวิชาการเกษตร ทั้ง ๆ ที่เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน (1 ธันวาคม 2562) ก็จะครบกำหนดการห้ามผลิต-นำเข้า-ส่งออก และมีไว้ในครอบครองแล้ว

สหรัฐจุ้นกระทบเกษตรกรไทย

Ted A. Mekinney เลขานุการกระทรวงเกษตรและการค้าสหรัฐ ได้ระบุถึงความกังวลของสหรัฐต่อการ “แบน” สารไกลโฟเซตของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยกล่าวหาประเทศไทยไม่ยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ทั้งยังอ้างว่า ไกลโฟเซตเป็นสารเคมีจำกัดศัตรูพืชที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก และอ้างการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของคน โดย U.S. Environmental Protection Agency หรือ EPA ว่า ไกลโฟเซตไม่มีส่วนทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายคน

ในขณะที่ Russ Nicely ที่ปรึกษาด้านการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ก็ได้ทำหนังสือถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากการประกาศแบนไกลโฟเซตไว้ 3 ประการ คือ 1) ต้นทุนการใช้สารเคมีทดแทนของเกษตรกรไทยจะเพิ่มขึ้น 75,000-125,000 เหรียญสหรัฐ

2) หากยังไม่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม (ทั้งราคาและประสิทธิภาพในการใช้งาน) ต้นทุนแรงงานในการควบคุมวัชพืชและการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรคาดว่าจะสูงถึง 128,000 ล้านบาท

และ 3) การค้ากากถั่วเหลือง-ข้าวสาลี-กาแฟ-แอปเปิล และองุ่น ระหว่างสหรัฐกับประเทศไทยอาจหยุดชะงักและจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ของไทย คิดเป็นมูลค่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และความเสียหายข้างต้นยังไม่รวมถึงผลกระทบที่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย อาทิ ขนมอบ-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งใช้ข้าวสาลีนำเข้า 100% เป็นวัตถุดิบ จะมีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ถั่วเหลือง-ข้าวสาลี-กาแฟ-แอปเปิล-องุ่น ใช้ไกลโฟเซตในการกำจัดศัตรูพืช จึงอาจมีการ “ตกค้าง” อยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ และการประกาศ “แบน” ของประเทศไทยได้ก่อให้เกิดข้อกังวลที่ว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเหล่านี้จะถูกห้ามนำเข้าตามไปด้วยหรือไม่

เอกชนร้องปลดล็อกส่งออก

นายประกอบ วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า เบื้องต้นจะได้ตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบจากการยกเลิก 3 สารเคมี ส่วนประเด็นที่ว่า หลังวันที่ 1 ธันวาคมที่ห้ามการใช้-นำเข้า-ส่งออก-ผลิต และครอบครองนั้น “กรณีการครอบครองจะต้องแจ้งให้หน่วยงานทราบหรือไม่ ตรงนี้อยู่ในความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะรับไปดำเนินการต่อ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะเช็กว่าปริมาณสต๊อกที่เหลือเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และจะจัดการอย่างไร” นายประกอบกล่าว

ด้าน ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมยอมรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบนสารเคมีในวันที่ 1 ธันวาคม “แต่ไม่เห็นด้วยในเรื่องการทำลายสต๊อกสารเคมีที่เหลือในประเทศ ประมาณ 40,000 ตัน” ซึ่งทางรัฐบาลระบุว่า “จะให้เป็นภาระหน้าที่ของเอกชนในการเก็บรักษาและทำลาย” เนื่องจากสต๊อกจำนวนนี้ได้กระจายออกไปสู่ร้านค้าและเกษตรกรหมดแล้ว หากจะเรียกเก็บคืนเป็นเรื่องลำบาก และจะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 12,000 ล้านบาท

“สมาคมคาดการณ์ว่า สต๊อก 40,000 ตันอยู่ในมือเกษตรกรประมาณ 10,000 ตัน ร้านค้า 10,000 ตัน และอีก 20,000 ตันเป็นสต๊อกที่เอกชนต้องส่งออก แต่ปัญหาก็คือ ขณะนี้เราส่งออกไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ (น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์) สั่งการด้วยวาจาโดยไม่มีลายลักษณ์อักษรไปยังกรมวิชาการเกษตร ห้ามไม่ให้สำนักควบคุมวัสดุและปัจจัยการเกษตร ดำเนินการขึ้นทะเบียนรับรองผู้ผลิตในการส่งออกหรือแก้ไขฉลากก็ยังทำไม่ได้เลย ถ้าปลดล็อกให้มีการส่งออกได้ก็จะช่วยลดภาระในการทำลายลงได้ 50% ของสารที่เหลือตกค้างอยู่ ตอนนี้เอกชนเดือดร้อนมาก” ดร.วรณิกากล่าว

ล่าสุดได้สอบถามไปยัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเองก็บอกว่า “ไม่ได้มีนโยบายห้ามส่งออก” ทั้ง ๆ ที่ความจริงประเทศไทยมีทั้งการนำเข้า-ส่งออก และผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดนี้ ยกตัวอย่าง ผู้ผลิต ได้แก่ บริษัทเอราวัณ ผลิตพาราควอต และ ป.เคมี ส่วนในกรณีนี้จะมีการฟ้องดำเนินคดีต่อศาลหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของแต่ละบริษัท หรือกลุ่มเกษตรกรจะดำเนินการกันเอง ทางสมาคมไม่มีนโยบายที่จะเป็นผู้ยื่นฟ้องคดี

หวั่นนำเข้ากากถั่วเหลืองไม่ได้

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการค้ากากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ของประเทศตามหนังสือของกระทรวงเกษตรฯสหรัฐว่า ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเรื่องการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองอย่างไร

“จะให้นำเอกสารใดมารับรอง เพียงแต่ระบุว่าแบน ตอนนี้ทุกคนรอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่า แบนแล้วจะทำอย่างไรต่อ”

ปัจจุบันประเทศไทยใช้เมล็ดและกากถั่วเหลืองนำเข้าปีละ 5 ล้านตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 200,000 ตัน ซึ่งหากไทยแบนแล้วห้ามนำเข้าด้วยจะกระทบเพราะไม่มีแหล่งนำเข้าสำรอง

“การประกาศแบนไม่ใช่จุดจบปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้น คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศแบนแล้วไม่มีกากถั่วเหลืองนำเข้าจะทำอย่างไร ผมก็รอฟังจากรัฐมนตรีที่ใช้นโยบายนี้”

สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันรำข้าวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการค้าเมล็ดถั่วเหลืองระหว่างไทย-สหรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนไกลโฟเซต จะสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองได้หรือไม่ โดยปกติอุตสาหกรรมนี้ใช้ถั่วเหลืองปีละ 1-2 ล้านตัน ในการผลิตจากสหรัฐ-บราซิล และส่งขายกากถั่วเหลืองให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์

จัดโปรโมชั่นลดล้างสต๊อก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ออกสำรวจร้านจำหน่ายยากำจัดศัตรูพืชและวัสดุการเกษตรในหลายจังหวัดพบความ “สับสน” ในการดำเนินการครอบครองสต๊อก “พาราควอต-ไกลโฟเซส-คลอร์ไพริฟอส” หลังวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะติดต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายและผู้ผลิตและนำเข้าแล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และไม่มีทีท่าจะรับคืนสารเคมีเหล่านี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมวิชาการเกษตร ก็ไม่ได้ติดต่อเข้ามาว่า ร้านจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะต้องดำเนินการอย่างไร

“ตอนนี้ที่เราทำได้ก็คือ เร่งขายพาราควอต-ไกลโฟเซส-คลอร์ไพริฟอส ออกไปให้ได้มากที่สุด ด้วยการจัดโปรโมชั่นลดราคา อย่างพาราควอตเดิมลิตรละ 180 บาท ตอนนี้ขายแค่ 135-140 บาท ไกลโฟเซต 140 บาท/ลิตร ปัจจุบันขาย 135 บาท/ลิตร และคลอร์ไพริฟอสจากลิตรละ 380 บาท หั่นเหลือแค่ 290 บาท”

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมกลุ่มอาหารวันนี้ (25 ต.ค.) พิจารณาท่าทีของกลุ่มว่าห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแบน 3 สารเคมี

โดยจะส่งผลสรุปไปยังประธาน ส.อ.ท. เพื่อเป็นการรวบรวมความเห็นจากหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรม ก่อนจะออกเป็นท่าทีของ ส.อ.ท.ต่อไป