เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ประมวลเหตุ สำนักงานศาลปกครอง X สำนักงาน กสทช.
Tech ประมวลเหตุ สำนักงานศาลปกครอง X สำนักงาน กสทช.
กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตร ปั้นโปรเจ็กต์ “Roadmap for Growth” เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการขยายตลาด
Finance กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตร ปั้นโปรเจ็กต์ “Roadmap for Growth” เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการขยายตลาด
ชำแหละต้นทุนรัฐ ข้าราชการ 1 คนใช้เงิน 40 ล้าน ‘อ.สุนิสา’ ชี้ลด 3 หมื่นตำแหน่ง “น้อยเกินไป”
Politics ชำแหละต้นทุนรัฐ ข้าราชการ 1 คนใช้เงิน 40 ล้าน ‘อ.สุนิสา’ ชี้ลด 3 หมื่นตำแหน่ง “น้อยเกินไป”
ออมสิน ชี้ครูสมัครใช้สิทธิ์ลดดอกเบี้ยแล้ว 80,000 บัญชี ปิดรับ 31 ต.ค.นี้
Finance ออมสิน ชี้ครูสมัครใช้สิทธิ์ลดดอกเบี้ยแล้ว 80,000 บัญชี ปิดรับ 31 ต.ค.นี้
ดาต้าเซ็นเตอร์ ดันราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรม พุ่งไร่ละ 6-8 ล้าน
Real Estate ดาต้าเซ็นเตอร์ ดันราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรม พุ่งไร่ละ 6-8 ล้าน
ทรงวาดจ่อปั้น ‘Old Town & Riverside’ เชื่อม 3 ย่านประวัติศาสตร์ ตลาดน้อย-ทรงวาด-จักรวรรดิ
Biz Movement ทรงวาดจ่อปั้น ‘Old Town & Riverside’ เชื่อม 3 ย่านประวัติศาสตร์ ตลาดน้อย-ทรงวาด-จักรวรรดิ
ธอส. ส่งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% เขย่าตลาด พร้อมสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2%
Finance ธอส. ส่งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% เขย่าตลาด พร้อมสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2%
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึง New Economy-บริษัทต่างชาติเข้าตลาด เริ่ม 11 ก.ย.นี้
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึง New Economy-บริษัทต่างชาติเข้าตลาด เริ่ม 11 ก.ย.นี้
NC ผนึก Panasonic ตั้งศูนย์วิจัย ‘Lifestyle Labo’ ต่อยอดนวัตกรรมบ้านยุคใหม่ สู่ ‘สภาวะน่าสบาย’
Real Estate NC ผนึก Panasonic ตั้งศูนย์วิจัย ‘Lifestyle Labo’ ต่อยอดนวัตกรรมบ้านยุคใหม่ สู่ ‘สภาวะน่าสบาย’
ศุภจี ถก USTR เร่งปิดดีลการค้า สหรัฐให้ความมั่นใจไทย จะได้อัตราภาษีเป็นธรรม
Politics ศุภจี ถก USTR เร่งปิดดีลการค้า สหรัฐให้ความมั่นใจไทย จะได้อัตราภาษีเป็นธรรม
ดูทั้งหมด

4 บิ๊กธุรกิจฝ่าพายุศก. ชำแหละโจทย์ขับเคลื่อนประเทศ

10 พ.ย. 2562 | 21:10น.
ความเห็นต่อเศรษฐกิจไทย 4 บิ๊กธุรกิจ

3 ทายาทธุรกิจยักษ์ “ซี.พี.-AWC-ไทยซัมมิท” ถอดรหัสก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ชำแหละโจทย์ใหญ่ขับเคลื่อนประเทศ “ภาคเกษตร” ยังเป็น 1.0 ชี้แผนดึงต่างชาติปักหมุดอีอีซี ยังไม่มี “ยักษ์ใหญ่” เข้ามา”วัลลภา ไตรโสรัส” ชูธงขับเคลื่อนท่องเที่ยว ปักหมุดบิ๊กโปรเจ็กต์พัทยารับ EEC “ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ตีโจทย์โอกาสและปัญหาลงทุนรถอีวี “กระทิง” แห่ง KBTG ชี้เป็นยุคแห่งการดิสรัปต์กันไปมา

เวทีสัมมนาใหญ่ประจำปีประชาชาติธุรกิจ “THAILAND 2020 #ก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจ” เมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา 3 ทายาทธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยจาก 3 วงการธุรกิจ และอีกหนึ่งกูรูด้านเทคโนโลยี ในการถอดรหัสก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจและพายุดิจิทัลดิสรัปต์ที่ไม่มีใครหนีพ้น

ศุภชัย : โอกาสในปี 2020

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวในหัวข้อ “Thailand 2020…โอกาสการค้า การลงทุน” ว่า ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ และประเทศไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากหลายด้านทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมถึงเมกะเทรนด์ต่าง ๆ ซึ่งสร้างทั้งวิกฤตและโอกาสได้พร้อมกัน จึงเป็นความท้าทายของประเทศในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจธุรกิจ และแข่งขันได้ในโลก และผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจโลกในปี 2020 ที่จะชะลอตัวลง 0.3% เหลือขยายตัว 2.7% ในส่วนของไทยทำให้ตัวเลขส่งออกปรับลดลง แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่าที่ส่งออกปีนี้ปรับตัวลดลงมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า

อีกส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย เพราะไทยลงทุนค่อนข้างน้อย ทั้งที่ได้ดุลการค้าต่อเนื่อง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากถึง 2.2 แสนล้านเหรียญ ติดท็อป 10 โลก สัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีในไตรมาส 3/2562 แค่ 41.1% ลดลงจากปี 2559 ที่มีสัดส่วน 43% หากเทียบกับประเทศที่มีเศรษฐกิจดีจะมีสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีได้ถึง 60% รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงแนวคิดการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนา” เพื่อส่งเสริมการลงทุนธุรกิจ “เอสเอ็มอี” เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีเงินกู้ระยะยาว รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมด้านภาษี เพื่อกระจายความเสี่ยงให้กับเอสเอ็มอี

ที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยซึ่งเป็นครัวของโลก เป็นผู้ส่งออกอาหาร ขณะที่จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิและส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าอาหาร แต่พบว่าประเทศไทยขาดดุลการค้าจีน ซึ่งถ้าไทยวางยุทธศาสตร์การส่งออกจากโอกาสตรงนี้ได้ ก็น่าจะเป็นโอกาสของการส่งออกอาหารไทยได้

พลิกเกษตรจาก 1.0 สู่ 4.0

นายศุภชัยกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ จึงอยู่ในฐานะผู้ส่งออก”อาหาร” และการจะพัฒนาให้เป็น “ครัวของโลก” สิ่งสำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบชลประทาน และการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรไทยไปสู่การทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ (agriculture transformation) เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยราว 23 ล้านคนหรือเกือบ 40%ของประชากรในประเทศยังเป็นเกษตรครัวเรือน หรือยุค 1.0 เป็นการขายสินค้าเกษตรแบบคอมมิวดิตี้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการพัฒนาเป็น “food product” ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง “FoodTech”

“ต่อไปฟู้ดเทคจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่เราออกจากกับดักรายได้ปานกลางไม่ได้ ก็เพราะภาคเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรครัวเรือน ยังไม่ได้พัฒนาไปสู่การเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลง และถ้าเราทรานส์ฟอร์มภาคการเกษตรได้ ศักยภาพในการแข่งขันของเราจะสูงขึ้น”

งัดมาตรการดึงดูด “บิ๊กบอย”

นอกจากนี้ นายศุภชัยมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการในเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมให้ไปสู่ 4.0 ได้ เช่น การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี ที่เริ่มเดินหน้าไปแล้ว ซึ่งต้องดึงนักลงทุนระดับโลก (บิ๊กบอย) ในสาขาต่าง ๆ เข้ามาลงทุนให้ได้ ผ่านมาตรการเชิงรุก และอำนวยความสะดวกให้เป็น one stop service ดังเช่น ฟ็อกคอนน์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนไอโฟน สัญชาติไต้หวันย้ายฐานการผลิตจากจีน 30% ไปเวียดนาม

“หากไทยดึงบิ๊กบอยในสาขาต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในบ้านเราได้ก็จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่เกี่ยวข้องได้อีกมาก ทำให้เกิดการจ้างงานหรือกรณีโตโยต้าที่จะไปลงทุนในอินโดนีเซีย เพื่อเป็นฐานการผลิตสินค้ายานยนต์ในอนาคต ทั้งไฮโดรเจนและอีวี เป็นต้น

แม่ทัพเครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวต่อว่าในปี 2562 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอาเซียนเติบโตต่อเนื่องเเละสูงขึ้นทุกปี อันดับ 1 คือ สิงคโปร์ มูลค่า 78,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.5% อินโดนีเซีย 22,000 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 3.2% ตามด้วยเวียดนาม ที่ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.7% ขณะที่การลงทุนในไทยอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญ ลดลงถึง 7.5% จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย

AWC ลุยไม่ยั้ง 5 ปี 13 โครงการ

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ร่วมเปิดมุมมองในหัวข้อ “Super Productive ก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจ” ว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนระยะยาว AWC ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องคุณค่าการพัฒนาโครงการจะส่งต่อรุ่นสู่รุ่น “วันนี้คำถามคือเราจะก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจนี้ได้อย่างไร”

โดยวงจรธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้จะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และชุมชน เป็นที่มาของบิสซิเนสโมเดลภายใต้แนวคิด “Building a Better Future” ร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า เน้นเซ็กเตอร์ท่องเที่ยวซึ่งไทยมีการเติบโตสูง ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธุรกิจจัดประชุม สัมมนา หรือMICE มีอัตราการเติบโตสูงถึง 48% ต่อปี

“เมื่อมองถึงศักยภาพตรงนี้เราจึงสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศด้วยการพัฒนาอสังหาฯที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ซึ่งถือว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขีดการแข่งขันให้กับประเทศไทย”

ปัจจุบันพอร์ตของ AWC แบ่งเป็น 4 พอร์ตหลัก โรงแรม 14 แห่ง ห้องพักรวม 4,421 ห้องพัก, ธุรกิจรีเทล 9 แห่ง พื้นที่รวม 198,781 ตารางเมตร, อาคารสำนักงานให้เช่า 4 แห่ง พื้นที่รวม 270,594 ตารางเมตร และมีโครงการที่อยู่ระหว่างลงทุนในช่วง 5 ปี อีก 13 โครงการ ถือเป็นพอร์ตใหญ่สุดของประเทศ

ผุดบิ๊กโปรเจ็กต์พัทยารับ EEC

นางวัลลภาระบุว่า แผนเติบโตในระยะกลาง ตั้งเป้าเติบโตในส่วนของห้องพักโรงแรม 2 เท่า และพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2 เท่าเช่นกัน โดยมีโครงการลงทุนใหญ่ที่สุด เป็นโครงการมิกซ์ดีเวลอปในพัทยา ทำเลต่อเนื่องกับพื้นที่อีอีซี ทั้งเป็นศูนย์การประชุมสัมมนาระดับเวิลด์คลาส โดยตั้งเป้าให้เป็น best and biggest hotel in the beach เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายระดับโลกให้เป็นเดสติเนชั่นใหม่ ๆ

ในขณะที่ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า โดยที่โรงแรมต้องจ่ายส่วนแบ่งถึง 25-30% ในส่วนของ AWC กลยุทธ์หลัก คือ รักษายอด direct booking จากช่องทางต่าง ๆ รวมถึงเว็บไซต์ของโรงแรม ปัจจุบันยังเป็นสัดส่วนหลัก ส่วนการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ มีแค่ 20%

ปัจจุบันเชนต่างประเทศก็มีการผนึกกำลังสร้าง network loyalty สร้าง network program เพื่อรับมือกับดิสรัปต์ ในส่วนของ AWC มีพันธมิตรระดับโลก 6 แห่ง ได้แก่ Marriott International (รวม Starwood) ฮิลตัน อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป, มีเลีย, บันยันทรี และโอกุระ ทำให้มีเครือข่ายลูกค้า 300 ล้านเมมเบอร์จากทั่วโลก โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับบน กลุ่มใหญ่สุดเป็นนักท่องเที่ยวจีน 18% ญี่ปุ่น 11% สหรัฐอเมริกา 10% เกาหลีใต้และสิงคโปร์อย่างละ 5% ลูกค้าคนไทยและฮ่องกงอย่างละ 4% อินเดีย 3% และอื่น ๆ 40% อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญมากที่สุดย้อนกลับมาเรื่องคน

“การจะสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้ ต้องมองกลับมาข้างในองค์กร คือ เรื่องคน”ทุกครั้งที่มีพายุเศรษฐกิจให้มองเป็นโอกาสถ้ากลับมาได้จะเป็นโอกาสที่มหาศาล”

ค่ายรถถูกดิสรัปต์ “ผู้รับจ้างผลิต”

นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโสกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย พูดในหัวข้อ “Next Chapter อุตสาหกรรมยานยนต์” ฉายภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนไปว่า การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)-เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำให้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมรถยนต์เปลี่ยนไป เปิดโอกาสให้หลายธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล แอปเปิล และอีกหลายบริษัทที่ประกาศเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ โดยไม่ต้องลงทุนตั้งโรงงานผลิต เพียงเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

รวมถึงระบบการสื่อสารในรถยนต์ และอาศัยความร่วมมือกับค่ายรถยนต์ ให้เป็นผู้ผลิตภายใต้แบรนด์ใหม่ ๆและทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเผชิญความท้าทาย จากที่เป็น “ผู้ผลิตรถยนต์” ผู้ควบคุมตลาด ก็อาจตกชั้นเป็นแค่ “ผู้รับจ้างผลิต” บริษัทยักษ์เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นเจ้าของแบรนด์ และเป็นผู้ส่งสินค้าและบริการถึงผู้บริโภคแทน ทำให้ผู้ผลิตหรือค่ายรถยนต์ในปัจจุบันถูกลดชั้นจาก “กองหน้า” เป็น “กองกลาง”เพราะพฤติกรรมลูกค้าในอนาคตไม่ได้ซื้อรถยนต์ แต่ซื้อบริการโมบิลิตี้ (Mobility-as-a-Service)

สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่หลายฝ่ายมองว่าจะล้มหายตายจากไปนั้นอาจไม่จริงเสมอไป หากลงทุนและปรับตัวในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะแม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไร้คนขับ ก็ยังต้องการชิ้นส่วน เพียงแต่จะต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ชิ้นส่วนตัวถังรถ,เบาะที่นั่ง, อุปกรณ์ตกแต่งภายในที่ตอบโจทย์ เพราะอนาคตจะเป็นการอาศัยในรถ นางสาวชนาพรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีผลกระทบต่อภาครัฐด้วย เพราะรายได้ภาษีสรรพสามิต 35.9% มาจากการนำเข้าน้ำมัน อีก 22.8% เป็นภาษีรถยนต์ เรียกว่าภาษีสรรพสามิตเกือบ 60%มาจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นรถอีวี รายได้จะหายไป

ตีโจทย์แจ้งเกิดอุตฯรถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของอุตฯรถยนต์ไฟฟ้าต้องมีทั้งแรงผลักและแรงดึงสำหรับ “แรงผลัก” เรื่องแรก คือ นโยบายของรัฐบาล หลาย ๆ ประเทศออกประกาศให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับผู้ใช้และผู้ผลิตรวมถึงมาตรการลงโทษ เช่น เรื่องมลพิษ ค่าฝุ่น ทำให้ต้องปรับตัว แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ “รถยนต์ไฟฟ้า” เกิดขึ้นได้ ต้องมี “แรงดึง” คือ การสร้างความต้องการของ “ผู้บริโภค” ให้ยอมรับและเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รองประธานอาวุโสกลุ่มไทยซัมมิทกล่าวว่า ที่ผ่านมามี 29 องค์กรทั่วโลกลงนามผลักดันนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า “EV30@30EV” คือ ในปี 2030 จะผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนเเบ่ง 30% คาดว่าจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 250 ล้านคันทั่วโลก

ขณะที่เมืองไทยปีที่ผ่านมามียอดขายรถอีวี 325 คัน ส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อรถไฮบริด ขณะที่นโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทยยังเน้นให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมองว่าเมืองไทยยังขาด 2 องค์ประกอบหลัก คือ “ตลาดในประเทศ” และ “โครงข่ายสถานีชาร์จ” ซึ่งประเทศที่ตลาดรถอีวีเติบโตอย่างจีน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมในฝั่งผู้บริโภค ทั้งการซับซิไดซ์ราคาและอื่น ๆ ดังนั้นการที่จะให้การลงทุนอุตฯรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเกิด ต้องมีแผนที่จะกระตุ้นหรือสร้างตลาดในประเทศให้เกิดขึ้นด้วย

ยุคแห่งการดิสรัปต์กันไปมา

ขณะที่ นายเรืองโรจน์ พูนผล หรือ”กระทิง” ประธานกสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวในหัวข้อ”Fast Forward in Digital Era” ว่าโลกธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของบริษัทลดลงจาก 18 ปี ต่อไปจะเหลือเพียง 15 ปี และเข้าสู่ยุคที่ดิจิทัลแพลตฟอร์มกำลังเข้ามากลืนกินทุกสิ่ง และเกิดการหลอมรวมกันของเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้ไม่มีพรมแดนของธุรกิจต่าง ๆ อีกต่อไปเช่น บริษัทที่ทำอีคอมเมิร์ซอาจย้ายมาทำบริการการเงิน หรือบริการขนส่งได้ เป็นต้น

ตั้งแต่ปีหน้าจะเห็นผลกระทบลามไปทุกวงการ ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว, มีเดีย, คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ และแฟชั่น จะโดนดิสรัปชั่นอย่างเข้มข้น อีกทั้งเป็นการ “ดิสรัปต์กันไปมา” ดิสรัปเตอร์ที่เคยทรงอิทธิพลอาจโดนรายใหม่เข้ามาดิสรัปต์ เหมือนอย่าง “เฟซบุ๊ก” โดนท้าทายจากแอปพลิเคชั่น “TikTok” ของจีน ที่เข้ามาแย่งทั้งจำนวนผู้ใช้และเวลาในการใช้

“ในวงการค้าปลีกจะเห็น new retail ที่ผนวกไว้ทั้งอีคอมเมิร์ซ ห้างสรรพสินค้า โลจิสติกส์ สร้างอีโคซิสเต็มทั้งหมด แต่ omichannel ถือว่าตายไปแล้ว เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุค harmonized retail ในฝั่งอีคอมเมิร์ซ ได้ก้าวผ่านยุคของอีมาร์เก็ตเพลซไปแล้ว เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ทำเงิน และจะไปสู่ยุค vertical e-Commerce และจะเป็นยุคที่ผู้ผลิตสินค้าขายสินค้าตรงไปถึงมือผู้บริโภค แบบ D2C : direct to consumer ที่มีสินค้าให้เลือกไม่มาก แต่ทุกชิ้นคือสิ่งที่ดีที่สุด”

มุ่ง Regional Digital Bank

สำหรับในธุรกิจการเงินก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทำให้ KBTG ให้ความสำคัญกับการลงทุนเทคโนโลยี โดยเฉลี่ยปีละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ data analytic มีการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยพัฒนาศักยภาพในการให้บริการลูกค้า แต่ท่ามกลางกระแสดิสรัปชั่นยังมีโอกาส โดยเฉพาะบริการด้านการเงิน เพราะมีผู้คนถึง 3 ใน 4 ของประชากรในอาเซียนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน และสิ่งที่กำลังมา คือ digital lending จึงเป็นหนึ่งในธงนำของเคแบงก์ในปีหน้าด้วย

ธุรกิจถ้าไม่เร่งปรับตัวจะเหนื่อยแน่ ช่องว่างระหว่างคนที่รู้ดิจิทัลกับคนที่ยังไม่เข้าถึงดิจิทัลจะยิ่งห่างมากขึ้น บริษัทที่ปรับตัวเร็วก็จะอยู่รอด ส่วนบริษัทที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะอยู่ไม่รอด อย่างที่เห็นกันว่าเกิดขึ้นในเกือบทุกเซ็กเตอร์ และต้องหาทางไปค้าขายไปโตในต่างประเทศด้วย เพราะการมีดิจิทัลทำให้เราเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น อย่าง KBANK เราก็ตั้งเป้าจะก้าวไปเป็น “Regional Digital Bank”

นายเรืองโรจน์ย้ำว่า ในปี 2020-2025 จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า “The End Game” เปรียบได้กับสงครามครั้งสุดท้ายที่จะผลักดันให้ธุรกิจต่าง ๆ ไม่สามารถทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป อีก 5 ปีข้างหน้าจะยิ่งทำธุรกิจยากขึ้น และเหนื่อยขึ้น ไม่สามารถยืนอยู่บนสินทรัพย์เดิม หรือแข่งด้วยเกมเดิม ๆ ได้อีก แต่ประเทศไทยยังมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องสู้ และผนึกกำลังกันออกไปแสวงหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ