เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จีนสะสม ‘ทุนสำรองเงา’ ลดพึ่งดอลลาร์รับมือ ‘สงครามค้า’

24 พ.ย. 2562 | 08:58น.

ชีพจรเศรษฐกิจโลก

นงนุช สิงหเดชะ

ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อ ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจของโลกจะแยกตัวออกจากกันในทางการเงิน ทำให้บรรดานักวิเคราะห์พุ่งเป้าสังเกตไปที่ความเคลื่อนไหวของจีนเกี่ยวกับการบริหารจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยแนวโน้มที่ปรากฏก็คือพยายามลดสัดส่วนของดอลลาร์สหรัฐลง แล้วกระจายความเสี่ยงด้วยการถือเงินสกุลอื่น ๆ ให้หลากหลายขึ้น

ตามรายงานของเอเอ็นแซด รีเสิร์ช แห่งออสเตรเลีย ระบุว่า การที่สหรัฐเปิดสงครามการค้ากับจีน ทำให้ปักกิ่งกำลังเดินหน้าอย่างเงียบ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐสำหรับถือไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยกระจายการถือครองเงินสกุลอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งถึงแม้ไม่ทราบแน่ชัดว่าจีนเพิ่มการถือครองเงินสกุลใดบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นสกุลปอนด์ของอังกฤษ เยนของญี่ปุ่น และยูโร

“ถึงแม้ในตอนนี้ดอลลาร์สหรัฐจะมีสัดส่วนมากที่สุดในทุนสำรองของจีน คือ ประมาณ 59% แต่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นของ 2 ประเทศ จะทำให้จีนเพิ่มความเร็วในการกระจายความเสี่ยงไปถือครองเงินสกุลอื่น”

ทางด้านดีบีเอสระบุเช่นกันว่า ปักกิ่งกำลังค่อย ๆ ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ จากเดิมที่เคยเป็นผู้ถือรายใหญ่อันดับ 1 แต่พอถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ ญี่ปุ่นได้แซงจีนขึ้นเป็นผู้ถือครองอันดับ 1 หากคำนวณจากช่วงที่จีนเคยถือครองสูงสุดเมื่อปี 2018 พบว่า จีนลดการถือครองลง 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ตลอด 14 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากจะลดการถือครองดอลลาร์แล้ว จีนยังตะลุยซื้อทองคำเข้าไว้ในทุนสำรองอีกด้วย เห็นได้จากเดือนตุลาคมที่มีการถือครองทองคำสูงเป็นประวัติการณ์ ที่ 1,957.5 ตัน

ไม่เพียงเท่านั้น ในมุมมองของเอเอ็นแซดยังเห็นว่า วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจค่อนข้างมากของจีนในการกระจายความเสี่ยง ก็คือการสร้างสินทรัพย์ในรูปแบบอื่น ที่เรียกว่า “ทุนสำรองเงา” ด้วยการเพิ่มการลงทุนทางเลือก (alternative investments) หลายอย่างในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการลงทุนผ่านบริษัทและธนาคารของรัฐ รวมทั้งผ่านกองทุนต่าง ๆ ที่จีนร่วมมือกับประเทศเจ้าภาพ ลักษณะการลงทุนก็มีตั้งแต่การลงทุนในหุ้น การปล่อยเงินกู้ผ่านธนาคารรัฐ โดยเฉพาะการปล่อยกู้แก่โครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 หรือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”

SAFE ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน มีบริษัทเพื่อการลงทุนต่างประเทศ 4 แห่ง ได้แก่ หัวซินในสิงคโปร์ หัวโอวในลอนดอน หัวเม่ยในนิวยอร์ก และหัวอันในฮ่องกง ซึ่งมีรายงานว่า บริษัทเหล่านี้ร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้น ขณะที่การลงทุนในกองทุนต่าง ๆ นั้น ประกอบด้วย กองทุนเพื่อการพัฒนาจีน-แอฟริกา กองทุนความร่วมมือจีน-แอลเอซี ซึ่งสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการต่าง ๆ ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน เป็นต้น โดยจีนได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการเหล่านี้มาโดยตลอด

ตามการประเมินของเอเอ็นแซดชี้ว่า การลงทุนต่างประเทศทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นของจีนที่เรียกว่า ทุนสำรองเงา มีมูลค่า 1.86 ล้านล้านดอลลาร์ ณ เดือนมิถุนายนปีนี้

พอล เสี่ยว นักเศรษฐศาสตร์ของไพน์บริดจ์ อินเวสต์เมนต์ บอกว่า บรรดาบริษัทจีนมีความอ่อนไหวสูงต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากมีหนี้ต่างประเทศรวมกันสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างปัญหามากเมื่อดอลลาร์แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับเงินหยวนในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในจุดสูงสุด ทำให้บริษัทจีนต้องขายทรัพย์สินออกมา

ตามข้อมูลของไอเอ็มเอฟ ปัจจุบันดอลลาร์สหรัฐมีสัดส่วน 58% ของทุนสำรองทั้งโลก ส่วนหนี้ทั่วโลกประมาณ 40% ก็อยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระบบการเงินโลกในปัจจุบันมีดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ทำให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ไม่ว่าจีน หรือกลุ่มประเทศยูโรโซน ต้องการให้โลกมีหลายสกุลเงินเป็นทุนสำรอง การที่จีนลดดอลลาร์ลง นอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เงินหยวนมีบทบาทสำคัญมากขึ้น