เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ดูทั้งหมด

30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

09 ธ.ค. 2562 | 11:25น.
รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง-ภาพ


30 ปีก่อน หรือถ้าเจาะจงวันเลยก็คือ วันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 กำแพงเบอร์ลินที่กั้นระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตกเริ่มถูกทุบ นับเป็นทางการว่าเป็นวันที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย และวันเดียวกันนั้นนับเป็นวันสิ้นสุดสงครามเย็น (Cold War) หนึ่งในสงครามครั้งสำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดังอันดับต้น ๆ ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

แม้จะมีข้อมูลให้อ่าน-มีภาพเหตุการณ์คืนที่ชาวเบอร์ลินหลั่งไหลออกมาทุบทำลายกำแพงให้เห็นอยู่ไม่น้อย แต่เราก็ไม่อาจเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกมวลรวม ณ ค่ำคืนนั้นได้อย่างแจ่มชัดว่ามันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ร้อนรุ่ม และรุนแรงมากขนาดไหน แต่พอลองคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราในแง่ความรู้สึกบุคคลรายย่อย คนที่ต้องพลัดพรากจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรัก ถูกลิดรอนสิทธิ และถูกกีดกันเสรีภาพมานานกว่า 20 ปี เมื่อถึงวันที่กำแพงถูกทำลาย ประตูสู่เสรีภาพถูกเปิดออก และสงครามสิ้นสุดลง นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่โล่งอกและดีใจที่สุดแล้วในชีวิต (แต่ถ้าไม่เคยมีกำแพงเลยจะดีกว่า)

ย้อนไปหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ในปี 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมนี ในฐานะผู้แพ้สงครามถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ภายใต้การควบคุมของ 4 ประเทศผู้ชนะ คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต

ต่อมา 4 ประเทศนี้เกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์ความคิดเป็น 2 ขั้ว คือ อังกฤษ สหรัฐ และฝรั่งเศส ขั้วอุดมการณ์เสรีนิยมอยู่ฝั่งเดียวกัน และสหภาพโซเวียต ขั้วอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อยู่อีกฝั่งหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นสงครามเย็น เป็นผลให้มีการขีดเส้นแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน คือ เยอรมันตะวันออกภายใต้อำนาจของโซเวียต และเยอรมันตะวันตกภายใต้อำนาจของ 3 ประเทศตะวันตก 

โดยภูมิศาสตร์ที่ตั้ง เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเยอรมันตะวันออก แต่ด้วยความซับซ้อนทางการเมืองและการทหาร ทำให้เบอร์ลินที่อยู่ในตะวันออกอยู่แล้ว ยังถูกแบ่งเป็นเบอร์ลินตะวันออกกับเบอร์ลินตะวันตกซ้ำอีกซ้อนหนึ่ง เบอร์ลินในช่วงเวลานั้นจึงเป็นเมืองที่มีสถานะพิเศษมาก ๆ และตกอยู่ในอันตรายมาก ๆ ด้วย


ภาพมุมสูงเมืองเบอร์ลินในอดีต มองเห็นแนวกำแพงเบอร์ลินทอดยาว ฝั่งขวาคือเบอร์ลินตะวันออก ฝั่งซ้ายคือเบอร์ลินตะวันตก (Photo by Dominique BERRETTY/Gamma-Rapho via Getty Images)

ในช่วงหลายปีแรกที่มีการแบ่งเขตเมือง ผู้คนในเบอร์ลินยังไปมาหาสู่กันได้ แต่เมื่อประชากรฝั่งตะวันออกแอบหลบหนีออกไปฝั่งตะวันตกมาก ๆ เข้า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1961 โซเวียตจึงประกาศปิดดินแดนอย่างจริงจัง สั่งการให้ปิดการสัญจรข้ามเส้นเขตแดนทุกช่องทางเพื่อกันการทะลักออกของประชากรฝั่งตะวันออก แล้วกำแพงเบอร์ลินก็ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนในคืนนั้น โดยเริ่มจากรั้วลวดหนามง่าย ๆ ก่อนจะก่อสร้างเพิ่มความแน่นหนาถาวรในเวลาต่อมา มีองค์ประกอบของกำแพงหลายชั้น ทั้งรั้วลวดหนาม ทุ่นระเบิด หอตรวจการณ์ ส่วนกำแพงคอนกรีตที่เราคุ้นตากันมากที่สุดนั้น คือ ชั้นนอกสุดของกำแพง ซึ่งส่วนกำแพงคอนกรีตก็มีถึงสองชั้น

มีภาพถ่ายภาพหนึ่งในบรรดาภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับกำแพงเบอร์ลินที่ผู้เขียนเห็นแล้วสะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่ภาพผู้คนกำลังหลบหนี หรือโดนยิง แต่เป็นรูปชายชาวเบอร์ลินตะวันออกกำลังก่อสร้างกำแพงด้วยสีหน้าและแววตาที่หมดอาลัยตายอยาก …ลองคิดดูว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าและต้องกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนที่เราต้องสร้างกำแพงเพื่อปิดกั้นตัวเองไม่ให้ออกไปเจอโลกภายนอก เหมือนขังตัวเองไว้รอเผชิญชะตากรรมที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แทนที่จะเป็นการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันอันตรายจากศัตรู

เป็นเวลา 28 ปีที่เมืองเบอร์ลินและโลกถูกแบ่งด้วย “ม่านเหล็ก” ผู้คนฝั่งตะวันออกมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุขเท่าที่ควรจะเป็น จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 ที่ฝั่งโซเวียตและรัฐบาลเยอรมันตะวันออกยอมแพ้ กำแพงเบอร์ลินเริ่มถูกทุบในคืนนั้น พร้อมกับการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้น หลายอย่างจึงเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เยอรมันตะวันออกและตะวันตกรวมชาติกันเป็นเยอรมันเดียว และฟื้นฟูบ้านเมืองทั้งในทุกมิติจนเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง กระทั่งต่อมามีศักยภาพในการเป็น “พี่ใหญ่” ของสหภาพยุโรปมาจนถึงปัจจุบัน

กำแพงเบอร์ลินเป็นความทรงจำอันขมขื่นของชาวเบอร์ลินและชาวเยอรมัน แต่ ณ ปัจจุบัน อดีตที่เคยขมนี้กลับกลายเป็น “มรดก” อันมากด้วยคุณค่า ซึ่งน้อยเมืองนักในโลกนี้จะมีเหมือน การที่เมืองทั้งเมืองเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง คือ เสน่ห์ที่เบอร์ลินมีเหนือกว่า ทำให้เบอร์ลินเป็นจุดหมายปลายทางการเดินทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

ข้อมูลจาก มูลนิธิกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall Foundation) เปิดเผยว่า มีผู้คนกว่า 1.1 ล้านคนที่มาเยือนกำแพงเบอร์ลิน ในปี 2018 เพียงปีเดียว ส่วนประมาณการจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิ ซึ่งประกอบด้วย อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall Memorial) อนุสรณ์มาเรียนเฟลเดอ (Marienfelde Memorial) อนุสรณ์กุนเทอร์ ลิตฟิน (Gunter Litfin Memorial) และกำแพงฝั่งตะวันออกบริเวณที่เรียกว่า East Side Gallery ในช่วงเวลา 10 ปี นับจากก่อตั้งมูลนิธิในปี 2009 มีผู้เข้าชมสถานที่เหล่านี้แล้วประมาณ 8 ล้านคน ผู้คนจำนวนนี้น่าจะจับจ่ายใช้สอย-ใช้บริการเติมเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจเบอร์ลินและเยอรมันปีละมหาศาล

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนเบอร์ลินครั้งแรกในปีครบรอบ 30 ปีที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลายพอดี เบอร์ลินที่ได้เห็นเป็นเมืองที่เคร่งขรึม มีความครึกครื้น แสงสี และสีสันน้อยถ้าเทียบกับมหานครอื่น ๆ ตึกรามสิ่งปลูกสร้างเท่าที่เห็นตามข้างถนนเป็นสถาปัตยกรรมแข็ง ๆ ทื่อ ๆ ชวนให้คิดว่าตึกเหล่านี้ถ้ามันทำหน้าที่เป็นที่พักพิงอาศัยก็คงเป็นที่พักพิงที่แข็งแรงและปลอดภัย แต่หากใช้เป็นที่กักขังก็ต้องเป็นที่กักขังที่แน่นหนา หาทางออกยากมากแน่ ๆ

แม้ว่าเบอร์ลินเป็นเมืองประวัติศาสตร์ด้วยตัวมันเองทั้งเมืองอยู่แล้ว แต่เราจะไปเยือนทั่วทุกพื้นที่ในเวลาเพียงน้อยนิดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ดังนั้น จุดหมายจึงอยู่ที่แลนด์มาร์ก 3 จุด คือ ประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) จุดตรวจชาร์ลี (Checkpoint Charlie) และ East Side Gallery ซึ่งแม้ว่าเราไปตั้งแต่เช้าแค่ไหน แต่ทุกจุดก็ล้วนเจอนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ยืนยันความเป็นที่นิยมของสถานที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

ประตูบรันเดนบูร์ก ประตูเมืองเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลินมาทุกยุคทุกสมัย ในยุคสงครามเย็น ประตูนี้ตั้งอยู่ในเบอร์ลินตะวันออกใกล้กับชายแดนตะวันตก ซึ่งฝ่ายตะวันออกได้สร้างกำแพงโค้งเข้าไปในฝั่งตะวันตกด้วย เพื่อกันไม่ให้คนฝั่งตะวันตกเข้าใกล้ประตู

ในวันที่ 22 ธันวาคม 1989 ราวเดือนกว่า ๆ หลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกทลาย ผู้คนกว่า 1 แสนคนมารวมตัวกันที่ประตูนี้เพื่อเปิดประตูบรันเดนบูร์กอย่างเป็นทางการ ตามมาด้วยการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ร่วมกันครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ถือว่าประตูบรันเดนบูร์กเป็นสัญลักษณ์การรวมชาติของเยอรมัน และเป็นสถานที่รวมตัวเฉลิมฉลองวาระสำคัญต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

จุดตรวจชาร์ลี หรือ Checkpoint Charlie เป็นด่านตรวจของฝั่งสหรัฐ บริเวณชายแดนเบอร์ลินตะวันตก-ตะวันออก สร้างขึ้นหลังจากสร้างกำแพงได้ไม่กี่เดือน ปัจจุบันเมืองเบอร์ลินยังคงรักษาป้อมให้มีหน้าตาเหมือนในสมัยนั้น และมีชายหนุ่มแต่งชุดทหารสหรัฐประจำการรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวด้วย ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ตรงหัวมุมฝั่งตรงข้ามมี Black Box อาคารทรงกล่องสีดำ เป็นมิวเซียมจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเย็น มีส่วนหนึ่งของกำแพงถูกนำมาตั้งอยู่บริเวณลานกลางแจ้งให้ได้ดูกันชัด ๆ ด้วย

เรื่องน่าเสียดายสำหรับบรรดานักท่องเที่ยว คือ เพิ่งมีข่าวออกมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เยอรมันได้ข้อสรุปแล้วว่าจะทำการปรับปรุงออกแบบเช็กพอยต์ชาร์ลีใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใกล้เคียงของเดิม หรือจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ เป็นช่วงกำแพงที่ยาวที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน มีความยาว 1.3 กิโลเมตร ขนาบข้างไปกับแม่น้ำชเปร (Spree) และถือเป็นกำแพงส่วนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ณ ปัจจุบัน หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย แนวกำแพงช่วงนี้ถูกแต่งแต้มสีสันเล่าเรื่องราวโดยศิลปินจำนวนร้อยกว่าคนจากนานาประเทศ กลายเป็นสตรีตอาร์ตแกลเลอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่นี่มีภาพสตรีตอาร์ตที่โด่งดังมากที่สุดในโลกภาพหนึ่ง นั่นก็คือภาพ “Fraternal Kiss” โดย ดิมิทรี วรูเบล (Dimitri Vrubel) ศิลปินชาวรัสเซีย ซึ่งวาดล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี 1979 เป็นภาพการจูบปากกันของ เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำโซเวียต และ เอริค โฮเน็กเกอร์ (Erich Honecker) ผู้นำเยอรมันตะวันออก ทุก ๆ วันจะต้องมีนักท่องเที่ยวรุมต่อคิวถ่ายรูปกับภาพนี้ เมื่อเราเดินตามแนวกำแพงไปเจอคนรุม ๆ ก็จะรู้แล้วว่าเดินมาถึงไฮไลต์ของกำแพงเบอร์ลินแล้ว

ในมุมของคนที่มีความสนใจประวัติศาสตร์มองว่า เบอร์ลินเป็นเมืองที่มีอะไรให้ค้นหาและศึกษามากกว่าการไปถ่ายรูปกับกำแพง ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีคนที่มีกำลังทรัพย์มากพอเลือกเดินทางไปตามร่องรอยประวัติศาสตร์ในเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำอีก และจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่พบในช่วงเวลาแค่ชั่วครู่ที่ไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ที่ว่ามา ก็ไม่น่าแปลกใจที่รวม ๆ แล้วแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยือนสถานที่เหล่านี้เป็นล้านคน

ทบทวนความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเมืองเบอร์ลินแล้วก็อยากรู้ว่า ชาวเบอร์ลินโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยมีประสบการณ์ในยุคนั้น เขารู้สึกอย่างไรที่ช่วงเวลาร้าย ๆ ในชีวิตของเขากลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เหมือนกับว่าพวกเขาได้อุทิศช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตสร้างมรดกอันล้ำค่านี้ส่งมอบให้คนรุ่นหลัง และอยากรู้อีกว่า คนรุ่นหลังรู้สึกอย่างไรที่พวกเขากำลังได้รับประโยชน์จากชิ้นส่วนความทรงจำร้าย ๆ ที่คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ของพวกเขาเคยเผชิญ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เยอรมนี เยอรมัน