เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
Finance สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
Finance ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มอบเงินช่วยเหลือชาวเนปาล ประสบอุทกภัย-ดินถล่ม
Biz Movement มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มอบเงินช่วยเหลือชาวเนปาล ประสบอุทกภัย-ดินถล่ม
สรรพากรเผยความคืบหน้าคดีหุ้นชิน สืบทรัพย์-สอบสวนตามกฎหมาย ชี้อายุความ 10 ปี
Finance สรรพากรเผยความคืบหน้าคดีหุ้นชิน สืบทรัพย์-สอบสวนตามกฎหมาย ชี้อายุความ 10 ปี
ประกันสังคมขาย BCP 3 ล้านหุ้น ลดถือเหลือ 9.94% จังหวะราคาพุ่งสูงสุดรอบ 29 ปี
Finance ประกันสังคมขาย BCP 3 ล้านหุ้น ลดถือเหลือ 9.94% จังหวะราคาพุ่งสูงสุดรอบ 29 ปี
ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่
News ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่
เปิดรายละเอียด “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายจริงช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน
Finance เปิดรายละเอียด “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายจริงช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน
eSIM Vacay : เมื่อ Tech ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือหัวใจของประสบการณ์นักเดินทาง
Business eSIM Vacay : เมื่อ Tech ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือหัวใจของประสบการณ์นักเดินทาง
สรรพากร เผยจัดเก็บภาษี 11 เดือน 2.16 ล้านล้าน คาดปีงบ’69 ทะลุเป้า 4-5 หมื่นล้าน
Finance สรรพากร เผยจัดเก็บภาษี 11 เดือน 2.16 ล้านล้าน คาดปีงบ’69 ทะลุเป้า 4-5 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

ธปท.รับเศรษฐกิจไทยโต 2.8% ต่ำกว่าศักยภาพ หนุนใช้นโยบายการคลังดันจีดีพี

23 ธ.ค. 2562 | 15:39น.
ธปท.มองเศรษฐกิจปี 63 ขยายตัวดีขึ้นอยู่ที่ 2.8% จากปีนี้อยู่ที่ 2.5% รับแม้โตดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ 3.5-4% หนุนทุกภาคส่วนช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ชี้ไทยเข้าสู่ทศวรรษปฏิรูป ลั่นใช้นโยบายอุปทานช่วยกระทุ้งจีดีพีโต กว่าใช้นโยบายด้านอุปสงค์ที่ช่วยประคอง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีเสวนาในงาน “Thailand Economic Outlook 2020 : ส่องเศรษฐกิจไทย 2020 ตั้งรับ หรือ รุกต่อ” จัดโดยเครือ Nation ว่า ประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2562 ของธปท.ขยายตัว 2.5% ยังอยู่ในระดับขยายตัว ซึ่งหากเกิดวิกฤติเหมือนต้มยำกุ้งเศรษฐกิจติดลบ 7-8% ซึ่งปี 2563 มองว่าขยายตัว 2.8% ขยายตัวดีกว่าปีนี้ เนื่องจากปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงการเมือง มีการเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้โครงการต่างๆ ชะลอและหยุดลงไม่สามารถเดินต่อได้ จึงไม่มีกลไกมาช่วย แต่จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามออกมาตรการชั่วคราวมาช่วยกระตุ้น

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญในปี 2563 จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะต้องให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวถึง 3% หรือไม่ โดยในปี 2563 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางด้านแรงงาน ซึ่งปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างงานจากจ้างเป็นรายเดือน เป็นรายวัน และจ่ายเงินเดือนแค่ 75% และทำงานไม่เต็มเวลา จึงเป็นโจทย์ใหญ่มากกว่าการสนใจเรื่องสั้นๆ ว่าจีดีพีถึง 3% หรือไม่

“เราอยากชวนเปลี่ยนวาทะกรรมจาก เผาจริง มาเป็นเราจะช่วยเรื่องการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของไทยได้อย่างไร เพราะในปีหน้าจะเป็นทศวรรษการปฎิรูป เพราะในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาการปัญหาเชิงโครงสร้างจะสะท้อนแรงขึ้น ไม่ว่าการจ้างงานก็ดี ค่าเงินบาท คนอาจคิดว่าเป็นตัวแปรด้านการเงินผลของการเคลื่อนย้ายเงิน แต่เป็นอาการนึงของปัญหาเชิงโครงสร้าง และไข้เนิ่มแสดงอาการออกมา แต่หากคิดว่าเราแค่เป็นไข้ ให้แค่ยาแก้ไข้ ก็ไม่ได้ช่วย เพราะจะไปสร้างผลข้างเคียงข้างในระยะข้างหน้า”

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่เติบโตตามศักยภาพควรขยายตัวอยู่ที่ระดับ 3.5-4% ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 4% แต่ปัจจุบันหากดูสมมติฐานไทยยังคงมีความเสี่นงด้านต่ำหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่การดำเนินนโยบายภายใต้ธปท.จะมีนโยบายการเงิน แต่การทำนโยบายใดๆ ไม่มีฟรี มีต้นทุนเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเกิดตอนนี้ หรือในระยะข้างหน้า ทำให้การทำนโยบายการเงินจะต้องชั่งน้ำหนัก 3 เรื่อง คือ 1.เงินเฟ้อ เพราะเป็นหัวใจการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ 2.การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ในระยะยาวอาจมีปัญหา เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานาน เริ่มมีผลกระทบต่อหนี้ครัวเรือน และคนวิ่งหาผลตอบแทนที่สูง (Search For Yield) จนไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ทั้งนี้ ธปท.ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง มาอยู่ที่ 1.25% ถือว่าต่ำที่สุดในประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยมาเลเซียดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ฟิลลิปปินส์ 4% อินโดนีเซีย 6% เป็นต้น ซึ่งธปท.พร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินประคับประคองเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ประเทศไทยต้องการ คือ นโยบายอุปทานทางด้าน Supply Side ที่จะช่วยตอบโจทย์ตรงจุด ทั้งนโยบายการแข่งขัน เพราะธุรกิจในต่างจังหวัดไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่ได้ ทั้งธุรกิจรายย่อย ก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมนโยบาย Supply Side จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆ มาตรการไม่ได้สร้างแรงจูงใจไปสู่การปฏิรูป เพราะนโยบายการช่วยเหลืออาจทำให้คนไม่ปรับตัว

“หากเราใช้เครื่องมือเกินความพอดี จะกระทบเสถียรภาพในอนาคตได้ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในปี 2540 แต่เราก็มีนโยบายบางกลุ่มที่ไม่ใช่นโยบายการเงิน การคลัง แต่เป็นนโยบายด้านอุปทานที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจโตได้ แต่นโยบายด้านอุปสงค์ช่วยเศรษฐกิจได้ช่วงสั้นๆ ไม่ให้หดตัว”

นายวิรไท กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนค่าเงินบาทแข็งนั้น จะต้องดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จะพบว่ามาจากสาเหตุ คือ 1.การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก 2.การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเกินดุลอยู่ที่ 6% ของจีดีพี หรือราว 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับลดลงจาก 2-3 ปีก่อนอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี คาดว่าปี 2563 การเกินดุลฯ จะลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“โจทย์สำคัญดูมีปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรบ้าง และทำให้เงินไหลเข้าไหลออกสมดุล ซึ่งธปท.พยายามแก้ไขให้ตรงจุดทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ทุกคนอย่าชะล่าใจต้องปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หากดูไทยพบว่าทำป้องกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีธนาคารกลางคอยดูแล ซึ่งเราก็พยายามสร้าง Ecosystem เรื่องเครื่องมือป้องกัน และรัฐบาลก็มีวงเงินช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทำ และเมื่อถึงเวลาก็ทำพร้อมกัน ทำให้ค่าเงินบาทมูฟแรงช่วงนั้นๆ”