เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
Biz Movement เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
News กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
World ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
“ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค “ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
Biz Movement หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
Politics รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
Finance หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
Finance สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
Finance ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ดูทั้งหมด

โฟกัส 2 ปัจจัยความเสี่ยง ที่ต้องระวังในทศวรรษ 2020

11 ม.ค. 2563 | 09:19น.

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

เรากำลังเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ในสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยจะอยู่ต่ำสุดในรอบ 5,000 ปี ฟองสบู่สินทรัพย์ทางการเงินใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาระหนี้อยู่ในระดับสูง ต้องเผชิญกับสภาวะของการหยุดชะงักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (disruption) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแรงงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุนแรงขึ้น

ปัจจัยหลายประการดังกล่าว ทำให้คาดการณ์ว่าทศวรรษ 2020 จะเผชิญกับสิ่งท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งมีความกังวลอย่างน้อย 2 ประการที่น่าเป็นห่วงสำหรับทศวรรษนี้ คือ กระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) กำลังจะมาถึงจุดวกกลับ และความเสี่ยงของฟองสบู่ในสินทรัพย์

กระแสโลกาภิวัตน์นั้น นับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง โดยเฉพาะจากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ที่กระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากประเทศพัฒนาแล้วมายังประเทศกำลังพัฒนา (เพราะต้นทุนแรงงานถูกกว่า) การส่งต่อของเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ทำให้กระจายความเจริญและประโยชน์ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศเริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ (ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง) โดยเฉพาะจีน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีกระแสการต่อต้านโลกาภิวัตน์ โดยตำหนิว่าทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แรงงานในประเทศถูกกระทบจากแรงงานต่างชาติ และบริษัทใหญ่ ๆ ได้ประโยชน์จากการหลบเลี่ยงภาษี เป็นต้น

จนปัจจุบันเกิดกระแสชาตินิยมเพิ่มขึ้น และจะเห็นว่ารัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วเริ่มใช้นโยบายกีดกันการค้า การลงทุน และกีดกันแรงงานต่างชาติ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน สหรัฐกับยุโรป สหรัฐกับเม็กซิโก และเกาหลีกับญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการต่อต้านโลกาภิวัตน์น่าจะเพิ่มมากขึ้นในทศวรรษ 2020

และหากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ประเทศต่าง ๆ จะดำเนินนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ เพิ่มการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และคงจะมีการดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น (ทั้งนโยบายด้านภาษีและด้านอื่น ๆ)

นอกจากนี้ การพัฒนาทางเทคโนโลยีจะทำให้อุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงาน ทำให้ความได้เปรียบของประเทศที่มีแรงงานถูกหมดไป ดังนั้น เราน่าจะเห็นการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศกำลังพัฒนากลับไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

ตัวอย่างของความเสื่อมถอยของโลกาภิวัตน์ที่สำคัญ คือ กลยุทธ์ “Made in China 2025” โดยตั้งเป้าที่จะลดการพึ่งพาต่างประเทศ และหันมาผลิตภายในประเทศมากขึ้น เช่น จะผลิตชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือภายในประเทศให้ได้ 40% ของปริมาณความต้องการ จะผลิตหุ่นยนต์ในประเทศ 70% และผลิต 80% ของพลังงานทดแทนในประเทศ

เช่นเดียวกับสหรัฐที่มีนโยบาย “America first” ซึ่งเป็นนโยบายที่จะดึงการลงทุน และการจ้างงานกับสหรัฐเช่นกัน ดังนั้น เราน่าจะเห็นการลงทุนเพื่อสร้างเครือข่ายของกระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ข่ายใหญ่ ๆ คือ จีน และสหรัฐ

แนวโน้มดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เพราะแทนที่จะทำการค้า และให้มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี กลับสร้างอุปสรรค (ภาษี หรือกฎระเบียบ) ทางการค้า และการลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต และน่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่องได้

ในส่วนของฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์นั้น นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ธนาคารกลางได้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงเงินเฟ้อให้เข้าสู่เป้าหมาย โดยใช้นโยบายพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตร การควบคุมดอกเบี้ยระยะยาว ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ซึ่งล้มเหลว

เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ (สหรัฐโตเฉลี่ยเพียง 2% ญี่ปุ่น และยุโรปโตเพียง 1%) และเงินเฟ้อก็ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลาง

ดอกเบี้ยที่ต่ำยาวนานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นประโยชน์ต่อราคาสินทรัพย์ (ราคาหุ้น และพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น) แต่ไม่กระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนกลับออมเงินมากขึ้น และสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ ภาคเศรษฐกิจจริง และแรงงานไม่ได้รับประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์ คือ นายทุน โดยมูลค่าพันธบัตรและหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 100% ขณะที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพียง 25% ทำให้ความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

ในทศวรรษ 2020 ธนาคารกลางจะเผชิญกับความท้าท้ายในการดำเนินนโยบายการเงิน เพราะเริ่มมีแนวคิดว่าดอกเบี้ยต่ำยาวนาน ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว แต่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน (แนวคิดเดียวกับแบงก์ชาติไทย) โดยเริ่มมีการถกเถียงมากขึ้นในยุโรป

ทำให้มีแนวโน้มว่ายุคของดอกเบี้ยต่ำอาจจบลงในทศวรรษนี้ และหากเป็นเช่นนั้นความเสี่ยงที่สำคัญ คือ ฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดพันธบัตร

ทั้งนี้ แบงก์ออฟอเมริกามองว่า หากธนาคารกลางดำเนินนโยบายผิดพลาด จนทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ตลาดการเงินเกิดความตระหนก และมีการเทขายสินทรัพย์ทางการเงิน โดยเฉพาะพันธบัตร ทำให้ตลาดเงินเกิดความผันผวน จึงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องระวังในทศวรรษนี้