เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

เมื่อเศรษฐกิจโลก แบกหนี้ 250 ล้านล้าน !

18 ม.ค. 2563 | 11:37น.

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก

โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อเดือน ต.ค.ปลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยออกมาเตือนเรื่อง “หนี้” เอาไว้ว่า ระดับหนี้ของบริษัทธุรกิจใน 8 ประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน เกือบ 40% อยู่ในระดับ “สูงมาก”จนหากเกิด “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ขึ้นก็จะกลายเป็นปัญหา คือ ไม่สามารถชดใช้หนี้ในระดับดังกล่าวได้

พูดง่าย ๆ ก็คือ ไอเอ็มเอฟ บอกเอาไว้ว่า ธุรกิจหลายหมื่นรายในประเทศเหล่านั้น ซึ่งว่าจ้างพนักงานอยู่รวมกันแล้วหลายล้านคน ซึ่งเดิมพันอนาคตของตัวเองอยู่กับหนี้สินในระดับสูง คิดเป็นเม็ดเงินรวมแล้วเท่ากับ 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังจะแพ้เดิมพันที่ว่านั้นแล้วทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพ “ล้มละลาย” มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั่นเอง

ข้อสังเกตที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนัก ก็คือ ไอเอ็มเอฟชี้เอาไว้ด้วยว่า 8 ใน 10 ประเทศที่ว่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงระบบต่อภาคการเงินของโลก พร้อมทั้งเตือนเอาไว้ด้วยคำบอกเล่าที่เหมือนเป็นการสำทับว่า สถานการณ์ในเวลานี้ตกอยู่ในสภาพเหมือนกับในช่วงปีก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งหลังสุดแทบไม่ผิดเพี้ยน

ถัดมาอีก 2 เดือน เดวิด มัลพาสส์ ประธานธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ ออกมาพูดเรื่องเดียวกันนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงประเทศที่มีระบบการเงินระดับหัวแถวของโลกอย่างที่ไอเอ็มเอฟพูดถึงเอาไว้ แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงระดับหนี้สินในประเทศกลุ่ม “อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต แอนด์ ดีเวลอปปิ้ง คันทรีส์” (อีเอ็มดีอี) รวม 100 ประเทศ ว่า มียอดหนี้สูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปแล้วในปี 2018

ตามข้อมูลของธนาคารโลก บรรดาประเทศเศรษฐกิจใหม่และประเทศกำลังพัฒนาทั้ง 100 ประเทศในแอฟริกา, เอเชีย และอเมริกาใต้ มีหนี้สินรวมเพิ่มมากขึ้นมามาก เพราะทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในประเทศเหล่านี้ช่วยกันเพิ่มหนี้สินมากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อสังเกตของธนาคารโลก ก็คือ หนี้ในประเทศเหล่านี้ไม่เพียงขยายตัวใหญ่โตขึ้นมากเท่านั้น ยังมีคุณลักษณะของตัวหนี้ที่แตกต่างไปจากเดิม ๆ อีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงประการแรก ก็คือ ลักษณะหนี้ซึ่งแต่เดิมเป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุน กลับกลายเป็นการสร้างหนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านสาธารณสุข, การศึกษา และรัฐสวัสดิการ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นโดยตรง

ประการถัดมา หนี้เหล่านี้เป็นการกู้ยืมจากนักลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งมุ่งเป้าปล่อยกู้ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเป็นพิเศษ เนื่องจากได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนั่นเอง

ธนาคารโลกบอกว่า ระดับหนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แล้วเห็นได้ชัดเจนว่า “สูงมากเกินไป” เพราะเพิ่มจากระดับเพียง 54% จากปี 2010 เป็น 168% ของจีดีพีในปี 2018

แค่เพียงครึ่งแรกของปี 2019 ที่ผ่านมา ระดับหนี้ของโลกก็ทะลุถึงจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ มหาศาลถึง 250 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่น่าตกใจ ก็คือ ไม่ค่อยจะมีใครใส่ใจกับคำเตือนของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์คราวนี้มากมายนัก หลายคนถึงกับปฏิเสธผลการศึกษาเหล่านี้ด้วยซ้ำไป ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่า ไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ “ตื่นตูม” ไปเองหลังจากที่เคยพลาดท่า ไม่รู้สึกรู้สาก่อนหน้าวิกฤตคราวที่แล้วที่สหรัฐอเมริกา เลยมองเห็นทุกอย่างเป็น “อันตราย” ไปทั้งหมด

อีกส่วนหนึ่งกล่าวหาสถาบันการเงินทั้งสองหนักกว่านั้น ว่า มีแนวคิดล้าหลัง ย้อนยุค และ “ล้มเหลวที่จะทำความเข้าใจเศรษฐกิจโลกยุคใหม่” แล้วทุกคนก็ยังคงกู้หนี้ยืมสินอย่างสนุกสุขสันต์กันต่อไป

ธนาคารกลางของหลายประเทศยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำแทบจะเป็นศูนย์อยู่ต่อไป เช่นเดียวกับกองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) ที่หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ระลอกเมื่อปีที่ผ่านมา ก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยตกกลับไปอยู่ที่ระหว่าง 1.5% ถึง 1.75% อีกครั้ง ซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมกันต่อเนื่องต่อไป

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า สภาพเศรษฐกิจของโลกในยามนี้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะถดถอยขึ้นมาเมื่อใดก็ได้

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ยากที่วิกฤตหนี้รอบใหม่จะกลายเป็นจริงขึ้นมาหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น

และเกิดขึ้นโดยที่แต่ละประเทศไม่เหลือเครื่องมือสำคัญอย่างมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอยู่ในมือแล้วอีกด้วย