เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แบงก์ไทยรุกหนักอาเซียน สร้างโอกาสเติบโตใหม่

22 ม.ค. 2563 | 10:40น.

ช่วงนี้เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ของไทยขยับออกไปลงทุนต่อยอดธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้นโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภาคการเงินและการธนาคารของไทยมีแนวโน้มออกไปลงทุนโดยตรง (TDI) ต่างประเทศมากขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนได้จากตัวเลข TDI ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ช่วง 10 เดือนแรกปี 2562 อยู่ที่กว่า 2 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับช่วงเดียวกัน ปีก่อนที่อยู่ระดับกว่า 2 หมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน

แบงก์ไทยเจาะอาเซียน

ซึ่งปลายปี 2562 ก็มี “บิ๊กดีล” ที่แบงก์พาณิชย์อันดับ 1 ของเมืองไทยอย่างธนาคารกรุงเทพ (BBL) ทำสัญญาซื้อธนาคาร “พีที เพอร์มาตา ทีบีเค” แบงก์อันดับ 12 ในอินโดนีเซีย โดย คาดว่าภายในไตรมาส 3 ของปี 2563 นี้ กระบวนการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าว การเข้าไปซื้อหุ้นธนาคารเอยาวดี ฟาร์เมอร์ส ดีเวลอปเมนต์แบงก์ (เอแบงก์) ในเมียนมา ของทางธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

แห่ชิงตลาด “เมียนมา”

“ภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการ KBANK ยอมรับว่า กสิกรไทยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ 3 แนวทาง ที่จะพัฒนาธุรกิจในเมียนมา ได้แก่ 1.จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารต่างประเทศ (subsidiary) 2.จัดตั้งสาขาต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทยในเมียนมา (foreign bank branch) และ 3.การเข้าร่วมลงทุนในธนาคารท้องถิ่นในประเทศเมียนมา (equity participation) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (CBM) รวมถึงธนาคารกำลังเจรจารูปแบบการลงทุนและโครงสร้างที่เหมาะสมอยู่

ขณะที่ล่าสุด “อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็บอกว่า SCB สนใจจะเข้าไปลงทุนในเมียนมา ในรูปแบบ subsidiary (ตั้งบริษัทลูก) จากปัจจุบันที่มีสำนักงานตัวแทนในเมียนมาอยู่แล้ว

“เรามีแผนจะยกระดับสำนักงานตัวแทน โดยสนใจรูปแบบ subsidiary เพราะมีอิสระที่จะทำได้หลายอย่าง เช่น การมุ่งสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ”

ทั้งนี้ การที่แบงก์ไทยเริ่มรุกเมียนมามากขึ้นช่วงนี้ เนื่องจากมีรายงานอ้างอิงจากสำนักข่าวท้องถิ่นของเมียนมา ระบุว่า ธนาคารกลางเมียนมา ได้เปิดให้ธนาคารต่างชาติขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในเมียนมาได้เป็นรอบที่ 3 เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดยจะออกใบอนุญาต 2 ประเภท ได้แก่ 1) สาขาธนาคารต่างชาติ ที่ทำได้แต่ธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งตั้งสำนักงานได้แค่ 1 แห่ง และ 2) บริษัทย่อย ที่ทำธุรกิจได้ทั้งรายใหญ่และรายย่อย และตั้งสำนักงานได้สูงถึง 10 แห่ง ในรูปแบบของสาขา หรือตู้เอทีเอ็มก็ได้

เมียนมายังเตรียมเปิดให้เปลี่ยนจากสาขาธนาคารต่างชาติเป็นบริษัทย่อยได้ ในเดือน มิ.ย. 2563 นี้ โดยแบงก์ต่างชาติต้องเปิดดำเนินการในลักษณะสาขามาแล้ว 3 ปี ก่อนยื่นขอเปลี่ยนแปลงสถานะ และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 ธนาคารต่างชาติสามารถเข้าถือหุ้นในธนาคารในเมียนมาได้ในสัดส่วนไม่เกิน 35% ของทุนของธนาคารเมียนมานั้น ๆ (รายกรณี)

“กรุงศรี” ลุย “ฟิลิปปินส์”

ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่เข้าไปร่วมทุน (joint venture) โดยถือหุ้น 50% ในบริษัท เอสบี ไฟแนนซ์ คอมปานี อิงค์ (SBF) ที่เป็นบริษัทไฟแนนซ์ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ “ซีเคียวริตี้ แบงก์ คอร์ปอเรชั่น” (SBC) ที่มีอัตราเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ SBF เป็น subsidiary ของ “ซีเคียวริตี้ แบงก์ฯ” ที่ทางบริษัทแม่ของกรุงศรีฯ คือ “มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป” (MUFG) ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนราว 20%

โดย “ฐากร ปิยะพันธ์” ผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม BAY กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ล่าสุดได้มีการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจร่วมกัน เพื่อเตรียมแผนงานที่เรียกว่า “แผน 100 วัน” โดยหลังศึกษาตลาดแล้ว จะกำหนดโครงสร้างของทีมงาน ซึ่งคาดว่าภายในปลายไตรมาส 1 ปีนี้ จะเห็นการดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัทร่วมทุนได้

“การทำธุรกิจในปีแรกจะเริ่มจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันก่อน เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน โดยจะนำกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ ไปทดลอง และระหว่างทางจะดูว่าโมเดลไหนเหมาะสม ส่วนในปีที่ 2 จะเป็นสินเชื่อรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ ในระยะถัดไป”

เล็งบุก “เวียดนาม”

“ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร BAY กล่าวว่า ธนาคารมีทีมที่ดูแลด้านต่างประเทศโดยเฉพาะ เพื่อหาโอกาสในการขยายธุรกิจ อย่างตลาดเวียดนามก็มีการเข้าไปศึกษา เพราะเป็นตลาดใหญ่และน่าสนใจที่สุดใน CLMV โดยรูปแบบจะเป็นการหาพันธมิตรเพื่อลงทุน ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็มีโอกาส เช่น เมียนมา เป็นต้น

“ธุรกิจที่จะเข้าไปในประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจรายย่อย เพราะตลาดกลุ่มนี้ยังต้องการบริการรายย่อยมากกว่า ซึ่งกรุงศรีฯจะนำสินเชื่อรายย่อยไปก่อน หลังจากนั้นค่อยต่อยอดไปสู่บริการอื่น ๆ หรือนำธุรกิจรายใหญ่เข้าไปในอนาคต ทั้งนี้ เราอยากไปหาพาร์ตเนอร์ที่มีกลยุทธ์ร่วมกัน ไม่อยากเริ่มจากศูนย์ เพราะการเติบโตจะช้า” นายไพโรจน์กล่าว

ลำพังการทำธุรกิจในประเทศที่ต้องแข่งขันกันรุนแรง แถมกฎกติกาต่าง ๆ ก็เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ซึ่งทันทีที่ลู่ทางเปิดกว้างมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ได้เห็นแบงก์ไทยรุกตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่ดีกว่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ธนาคารพาณิชย์