วุฒิไกร ติระพงศ์ไพบูลย์ ทายาทรุ่น 3 ห้างทองสุวรรณาฯ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ-ยอดขายฮวบ 30%
สัมภาษณ์
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาหลายปี ภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบยอดขายหดวูบกันถ้วนหน้า แต่ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าทอง ต่างมีการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายกันทุกรูปแบบเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก้าวเข้าสู่ทายาทรุ่นที่ 3 สำหรับห้างทองสุวรรณาเยาวราช (ลูกสาวแม่กิมกี่) “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “วุฒิไกร ติระพงศ์ไพบูลย์” เจ้าของร้านทองสุวรรณาเยาวราช (ลูกสาวแม่กิมกี่)
“วุฒิไกร” เล่าว่า เนื่องจากต้นตระกูลประกอบธุรกิจร้านค้าทองมานานเกือบร้อยปีที่ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นบรรดาลูกหลานออกไปเปิดร้านค้าทองไปทั่วภาคอีสาน จะวงเล็บต่อท้ายชื่อร้านว่า “ลูกสาวแม่กิมกี่” หรือ “ลูกชายแม่กิมกี่” เป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าในคุณภาพของทองคำที่ซื้อไปจากร้าน สำหรับในพื้นที่มหาสารคาม คุณพ่อคุณแม่มาประกอบธุรกิจร้านค้าทองในชื่อ “สุวรรณาเยาวราช” ตั้งแต่ปี 2522 สาขาแรกตั้งอยู่ที่ด้านข้างโรงเรียนผดุงนารี เขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ต่อมาเปิดสาขาที่ 2 ด้านข้างห้างเสริมไทยพลาซา โดยผมเป็นผู้บริหารและอีก 2 สาขาเปิดที่ห้างเสริมไทยคอมเพล็กซ์ สำหรับการบริหารงานแต่ละสาขาจะเป็นเอกเทศ ให้คนในครอบครัวดูแล และหากนับเจเนอเรชั่นของตระกูล ผมเป็นทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว
การเติบโตของธุรกิจค้าทองช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันห้างทองสุวรรณาฯได้มีการขยายสาขาทั้งหมด 4 สาขา เพื่อรองรับกำลังการซื้อของลูกค้าจากหลายกลุ่ม เช่น ลูกค้ากลุ่มนักศึกษา กลุ่มผู้มีรายได้ประจำ และกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้ ซึ่งกลุ่มที่กำลังซื้อมากสุดจะเป็นกลุ่มนักศึกษา มีกำลังซื้อถึง 40% มักนิยมซื้อทองคำน้ำหนัก 1บาท 50 สตางค์
วุฒิไกรเล่าต่อว่า สำหรับยอดขายทองคำตลอดปี 2562 ยอดขายลดลงกว่า 30% เนื่องจากภาพรวมสภาพเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทุกธุรกิจ อีกทั้งในพื้นที่มหาสารคาม ปี 2562 พืชผลการเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และน้ำท่วม โดยเฉพาะนาข้าว อีกทั้งราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ และไม่คงที่ มันสำปะหลังราคาทรงตัว ในส่วนเม็ดเงินจากภาครัฐที่ลงมาช่วยเหลือก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเกษตรกร ชาวบ้าน มีรายได้เข้ากระเป๋าน้อยลง สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างทองคำย่อมได้รับผลกระทบ
นอกจากยอดขายทองคำจะลดแล้ว ปี 2562 “การออมทอง” กับทางร้านลดลงเมื่อเทียบกับปี 2561 แสดงให้เห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจของชาวบ้านฝืดเคือง เพราะการออมทองที่ผ่านมาเป็นการส่งเสริมให้ผู้อยากได้ทองแต่ไม่มีเงินก้อน มีโอกาสออมเงินครั้งละเล็กละน้อยจนพอซื้อทองตามต้องการได้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาการออมทองจึงได้รับความนิยมจากลูกค้าสูงมาก ส่วนยอดรับฝากทองอยู่ในสภาวะที่ทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นสามารถไปใช้บริการโรงรับจำนำของเอกชนที่เข้ามาเปิดในพื้นที่หลายแห่ง รวมทั้งที่สถานธนานุบาลของภาครัฐ
กลยุทธ์ทางการตลาดของร้านค้าทองส่วนใหญ่จะมีการจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องช่วงที่ยอดขายตกคือ การลด แลก แจก แถม รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในวาระสำคัญตลอดปี เช่น วันตรุษจีน วันวาเลนไทน์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทางร้านได้เพิ่มช่องทางการขายทางออนไลน์ โดยการนำเสนอสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย เมื่อลูกค้าสนใจสามารถมาซื้อสินค้าที่ร้าน หรือบางรายสั่งซื้อทางออนไลน์ให้ทางร้านจัดส่ง นอกจากนั้น ทางร้านได้มีการเก็บข้อมูลในการสั่งสินค้า โดยดูพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละกลุ่มว่าชอบลวดลายแบบใด เพื่อจะสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด เพราะช่วงนี้ผู้บริโภคอยากได้ทอง แต่อยากได้ราคาที่ไม่สูงเกินไป จึงเลือกลวดลายที่ทำง่าย และทางร้านจะบวกค่ากำเหน็จไม่มาก เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า
สำหรับธุรกิจร้านค้าทองปี 2563 คาดว่ายอดขายทองคำไม่น่าจะบวก แต่คงไม่ลดลงต่ำไปกว่าปี 2561 โดยหวังว่านโยบายของทางภาครัฐที่ออกมาจะช่วยกระตุ้นการบริโภค ทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้น ราคาสินค้าการเกษตรจะต้องดีขึ้น สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่นและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล