โลจิสติกส์สหวิริยาแตกไลน์”ธุรกิจอาหาร-เทรดดิ้ง”
SVL Group ในเครือสหวิริยาปรับตัว diversify transform จัดทัพปรับโครงสร้าง 4 กลุ่มธุรกิจใหม่ “logistics-property-marketplace-foods service” หลังสถานการณ์เหล็กไม่ดีนัก รุกทำ “คอมเมอร์เชียลโลจิสติกส์” แตกไลน์เปิดร้านขายอาหารจานเส้น “Bar Mee” ต่อยอดธุรกิจเทรดดิ้ง ดึงพนักงาน 4,000 กว่าคนในเครือขายสินค้านำเข้าออนไลน์ หารายได้เสริม บริหารพื้นที่เช่า เปิด application ขายเทคโนโลยีระบบจองบูท-จ่ายเงินผ่าน application The TaladNud
นายอนุวัต ชัยกิตติวนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าคณะผู้บริหารธุรกิจโลจิสติกส์ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันกลุ่ม SVL Group ทำหน้าที่หลักในการขนส่งเหล็กให้กับเครือสหวิริยา 65% และรับงานนอกเครือ 35% แต่ปีนี้สถานการณ์เหล็กมีการชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้มีบริษัทมีนโยบายจะขยายรับงานโลจิสติกส์ภายนอกเครือมากขึ้น โดยในอีก 3 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะรับงานขนส่งในเครือและลูกค้าภายนอกในสัดส่วน 50 : 50 ขณะเดียวกันจะขยายธุรกิจโลจิสติกส์ที่ทำอยู่ให้มีรูปแบบในลักษณะคอมเมอร์เชียลโลจิสติกส์มากขึ้น
โดยมีนโยบายปรับโครงสร้าง หาโอกาสทางธุรกิจ และจะมีการต่อยอดแตกไลน์ธุรกิจจากสิ่งที่มีอยู่ในองค์กร ปัจจุบันบริษัท บริหารผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลักใหม่ คือ logistics, property, marketplace และธุรกิจ foods service

4 กลุ่มธุรกิจใหม่
1.ธุรกิจโลจิสติกส์ logistics business แบ่งเป็น 4 บริษัทในกลุ่ม คือ บจก.เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น, บจก.ไลน์ ทรานสปอร์ต-ขนส่งทางบกด้วยรถขนาดใหญ่, บจก.เรือลำเลียงบางปะกง-ขนส่งทางน้ำโดยกองเรือลำเลียง และ บจก.ท่าเรือประจวบ-ให้บริการท่าเทียบเรือน้ำลึก และขนถ่ายสินค้าผ่านท่า ตั้งอยู่ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
2.ด้านธุรกิจ property คือ บริษัท เอสวีแอลพร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อยอดจากอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การบริหารจัดการที่ดิน เช่น การทำคลังสินค้า ลานจอดรถสำหรับขนถ่ายสินค้า
3.กลุ่มธุรกิจ marketplace มีบริษัท บิ๊กบลู จำกัด ทำธุรกิจเทรดดิ้ง เป็นตัวแทนจำหน่าย นำเข้า-ส่งออกสินค้า บริหารพื้นที่เช่า เปิด application The TaladNud ให้เจ้าของตลาดนัด 4-5 แห่งใช้บริการ ให้ผู้ค้าจองบูท และจ่ายเงินผ่าน application The TaladNud
4.กลุ่มธุรกิจ foods service ประกอบด้วย บริษัท ดีดี ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด ขายอาหารจานเส้น “บาร์มี หรือ Bar Mee” ที่เกิดจากแนวคิด startup นำกลยุทธ์และนวัตกรรมด้านอาหาร เริ่มต้นทำแล้วสามารถขยายสาขา และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

“เรามีนโยบายจะขยายธุรกิจโลจิสติกส์ที่ทำอยู่ให้เป็นคอมเมอร์เชียลโลจิสติกส์ ทุกวันนี้เรามีการทำธุรกิจ trading ในรูปแบบออนไลน์ โดยเรามี back office เช่น ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ฯลฯจึงเริ่มศึกษาอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ โดยมองว่าจำนวนพนักงาน SVL Group และในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเครือสหวิริยารวมกันทั้งหมด 4,000 กว่าคน ถ้าเราดึงเน็ตเวิร์กพนักงานมาค้าขายอีคอมเมิร์ซ พนักงานทุกคนมีเฟซบุ๊ก มีเพื่อนคนละ 50-100 คน เท่ากับเรามีเครือข่าย 2-4 หมื่นคนแล้ว โดยถ้าเราไปดิวกับซัพพลายเออร์มีสินค้าอะไรอยากมาขายกับคนกลุ่มนี้ เราน่าจะเป็น marketplace ที่น่าสนใจ และเป็นการสอดคล้องกับแนวคิดของเราในการทรานส์ฟอร์มจากโลจิสติสก์มาเป็นคอมเมอร์เชียลโลจิสติกส์ โดยมีเรื่องของเทรดดิ้งและอีคอมเมิร์ซเป็นตัวที่จะขับเคลื่อนต่อไป ในกลุ่ม SVL Group คือการ diversify เป็นคอมเมอร์เชียลมากขึ้น” นายอนุวัตกล่าว
ดึง 3 กลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจ
นายอนุวัตกล่าวถึง กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กร 3 ด้านในปีนี้ประกอบไปด้วย 1.กลยุทธ์การเจริญเติบโตที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้จากหลากหลายธุรกิจ (diversification) โดยรายได้ไม่พึ่งพิงฐานธุรกิจขนส่งที่บางสะพานเพียงอย่างเดียว แต่จะขยายและสร้างฐานธุรกิจขนส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ฮับบางปะกง ซึ่งมีท่าเรือของบริษัทตั้งอยู่ และฮับนครหลวงที่เช่าพื้นที่ท่าเรือนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรองรับและขยายงานที่มีเพิ่มขึ้น โดยจับมือกับพันธมิตรกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม SCG โลจิสติกส์ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางภาคใต้ในการขยายจุดแข็งงานขนส่งสินค้า blackhaul ให้ครอบคลุมใน 3 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ตอกย้ำจุดแข็ง “ขนส่งภาคใต้ราคาดีที่สุด”
2.กลยุทธ์ transform เปลี่ยนการขนส่งไม่ให้เป็นหน้าเดียวแบบเดิม โดยการให้บริการ one stop service แบบครบวงจร เช่น การจับมือกับพันธมิตรปูนตรานกอินทรีขนถ่ายปูนเม็ดจากโรงงานที่สระบุรี ไปลงเรือที่ท่าเรือนครหลวง และลำเลียงไปขึ้นเรือใหญ่ที่เกาะสีชัง
3.acceleration เร่งโปรเจ็กต์ให้เกิดรายได้ และเร่งให้เกิดกระแสเงินสด (cash flow) โดยเร็ว
ตั้งเป้ารายได้โต 10%
สำหรับยอดรายได้ของบริษัทสิ้นปี 2562 ประมาณ 1,400 ล้านบาท เป็นลูกค้าภายนอกประมาณ 200-300 ล้านบาท และในปี 2563 มีเป้าเติบโตประมาณ 5-10% ทั้งนี้จะให้สัดส่วนลูกค้าภายนอกเพิ่มเป็น 50% บริษัทจะต้องมีรายได้จากลูกค้าภายนอกประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดรายได้รวมเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า