“ข้าวไก่แจ้” ดันส่งออกปั้นยอดขายปี’63 ทะลุ 3,000 ล้าน
ข้าวไก่แจ้ตั้งเป้าดันยอดขายปี”63 แตะ 3 พันล้าน มุ่งเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกเท่าตัว เทงบฯลงทุนระบบอัตโนมัติ-พัฒนานวัตกรรมข้าว-ถั่ว-ขนมข้าวต้มมัดพร้อมทาน ลอนช์ข้าวญี่ปุ่นเจาะตลาดร้านซูชิไม่หวั่นโควิด-19 ทุบท่องเที่ยว
นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สุนทรทิพย์ จำกัด ผู้ผลิตข้าวถุง “ข้าวตราไก่แจ้” เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้วางเป้าหมายยอดขาย 2,700-3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มียอดขาย 2,500 ล้านบาท โดยจะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 15-20% ของภาพรวมยอดขายให้เป็น 30% โดยการมุ่งเน้นการหาช่องว่างในตลาดส่งออกหลักที่ทำได้ ทั้งในอเมริกา ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียบางประเทศ เกือบทุกทวีป และในปีนี้มีแผนจะลงทุนเครื่องบรรจุและระบบออโตเมชั่น วงเงิน 50 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น
“บริษัทเพิ่งได้เริ่มทำตลาดส่งออกมาประมาณ 3 ปี มีปริมาณ 10,000 ตัน แต่ทิศทางการส่งออกยังมีช่องว่างที่ไปได้อีก และปีนี้ค่าบาทเริ่มอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการส่งออก ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นถ้าเทียบกับปีที่่ผ่านมาที่เราแข่งขันกับเวียดนามและกัมพูชาลำบาก”
นายธีรินทร์กล่าวว่า บริษัทยังคงรักษาการเติบโตในส่วนของตลาดในประเทศ ซึ่งมีสัดส่วน 80-85% ของยอดขาย โดยมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์ข้าวญี่ปุ่นบรรจุถุง โดยขนาดบรรจุ 5 กก.ราคาขายปลีกถุงละ 200 บาท มุ่งเจาะกลุ่มร้านอาหารซูชิที่ต้องการใช้วัตถุดิบในไทย จากเดิมที่กลุ่มข้าวถุงเรามุ่งไปที่ลูกค้าโมเดิร์นเทรดและเทรดิชั่นนอลเทรด กระจายออกไป ทั้งยังมีการแตกไลน์ไปทำผลิตภัณฑ์ตัวอื่น เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง จากก่อนหน้านี้ที่ทางศูนย์นวัตกรรมของบริษัท ได้มีการพัฒนาต่อยอดวัตถุดิบข้าวเหนียวมาผลิตเป็นขนมข้าวต้มมัดพร้อมทานที่สามารถเก็บรักษาได้นาน เน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก และส่งตามร้านกาแฟ เช่น ร้านกาแฟชุมชน เป็นต้น
สำหรับช่องทางจำหน่ายขณะนี้ บริษัทเน้นขยายช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะช่วยทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น ทำให้มียอดเติบโตมาก สร้างการรับรู้
“กรณีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ก็อาจจะกระทบตลาดร้านอาหารบ้างในบางพื้นที่ที่เน้นจับนักท่องเที่ยว แต่ประเมินว่าน่าจะเป็นระยะสั้น จากนั้นน่าจะดีขึ้น และหลายพื้นที่ก็เริ่มปรับตัว ส่วนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ตลาดในประเทศค่อนข้างซบเซา แต่ก็ยังมีช่องว่างให้ขยายไปได้”
ส่วนปัจจัยเสี่ยงเรื่องภัยแล้งกระทบต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนข้าวเริ่มปรับราคามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงต้นปีนี้ โดยขณะนี้ราคาค่อนข้างทรงแต่ถ้าเทียบกับกลางปีที่แล้วก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่า นอกเสียจากว่าแล้งมากจริง ๆ จะมีผลต่อราคาในอนาคต ซึ่งเราต้องมอนิเตอร์วัตถุดิบเดือนต่อเดือน
“ราคาข้าวปรับขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ยังสามารถยืนราคาจำหน่ายได้ บางตัวที่ราคากระโดดมาก คือ ข้าวเหนียวที่ขึ้นไป 100-200% ช่วงราคาขึ้นก็ขยับขึ้นพอวัตถุดิบลงก็ปรับลดลงตาม เพราะข้าวไม่ใช่สินค้าที่มีมาร์จิ้นเยอะ แค่วัตถุดิบขึ้น 10-20% ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมาข้าวเหนียวปรับขึ้นมาเป็นเท่าตัว เราจึงต้องปรับตามสถานการณ์ แต่ด้วยที่เราซื้อข้าวจากซัพพลายเออร์ทั่วประเทศ ที่ซื้อข้าวทั้งโรงสี ชาวนา และหยง เก็บไว้เราสามารถยืนระยะได้”