ถอดบทเรียน “เอทานอลบราซิล”
ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “บราซิล-ไทย” ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลทรายของโลก ร่วมจัดสัมมนา “Sustainable Mobility : Ethanol Talks” ดึงผู้เชี่ยวชาญในแวดวงพลังงานจากบราซิลแชร์ประสบการณ์การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ หวังผลักดันไทยใช้เอทานอลเป็นพลังงานทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมากขึ้น
ความสำเร็จเอทานอลบราซิล
Dr.Plinio Nastari President Datagro& Civil Society Representative at Brazil”s National Council on Energy Policy (CNPE) Brazil กล่าวว่า บราซิลเริ่มผลักดันให้เอทานอลเป็นนโยบายหลักกว่า 22% มีการใช้เอทานอลและมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระยะหลัง ในบราซิลบางรัฐมีการใช้เอทานอลทั้งหมดทดแทนการใช้น้ำมัน
ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จ บราซิลเริ่มจากให้เอทานอลแข่งกับแก๊สโซลีน เริ่มส่งออกไปยังสหรัฐโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ขณะนั้น (1986) มีกฎหมายทุ่มตลาดและกำหนดราคาเชื้อเพลิงแต่ยังเกิดปัญหาราคาไม่สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ ถัดมารัฐบาลจึงกล้าตัดสินใจปรับนโยบายให้เกิดแรงจูงใจมากขึ้นควบคู่ไปกับการศึกษาต้นทุนทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงหาตลาดจนปัจจุบันจากขายเอทานอลเพื่อส่งออก
แต่วันนี้เอทานอลกลับมีบทบาทสำคัญและจำเป็นต่อประเทศมาก เนื่องจากช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมความสำเร็จของอุตสาหกรรมมาจากวิสัยทัศน์ นโยบายรัฐบาลที่เร็วและชัดเจนจากการเริ่มกระตุ้นการใช้น้ำมันพื้นฐาน E12 ทำให้ในวันนี้จำนวนรถยนต์ในประเทศ 80% ของจำนวนรถยนต์นั้นมีสัดส่วนกว่า 75% ที่ใช้เอทานอล เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในแต่ละปีบราซิลตั้งเป้าการใช้เอทานอลโดยมี 11 โรงกลั่น และกระตุ้นให้ใช้ในทุกสถานีบริการ ทั้งขยายการผลิตเอทานอลจากอ้อยเป็นข้าวโพดและพืชอื่น ๆ เพื่อรักษาสมดุล
ขณะที่ Dr.Goncalo Pere Professor Unicamp University of Campinas Brazil กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการเผาไหม้เกิดขึ้นได้ทุกแหล่งพลังงาน เช่น รถไฟฟ้าแม้สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้ อีกทั้งสะอาดและทันสมัยแต่กลับไม่มีการรณรงค์ ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้สร้างการรับรู้ว่าพืชพลังงานและสร้างการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้
“การบริหารภายใต้นโยบายรัฐ บราซิลมีการบูรณาการระหว่างกระทรวงเกษตรฯและพลังงานที่ไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่ไทยต้องคำนึงคือนโยบายโดยเฉพาะไทยมีวัตถุดิบอยู่แล้ว ต้องเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตต่อไร่และกระตุ้นการใช้ให้มากขึ้น”
ไทยติดบ่วง พ.ร.บ.อ้อยฯ
ด้าน นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ประเทศบราซิลใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันในรถยนต์มากว่า 40 ปี โดยปัจจุบันใช้อ้อยกว่า 60% หรือจำนวน 300 กว่าล้านตัน เป็นวัตถุดิบในการผลิตและบังคับใช้สัดส่วนผสมเอทานอล กับน้ำมันแก๊สโซลีนหรือเบนซินไม่ต่ำกว่า 25% ทำให้บราซิลมีความยืดหยุ่นในการผลิตน้ำตาล และหากราคาน้ำตาลตกต่ำแต่เอทานอลให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าก็จะนำอ้อยไปผลิตเอทานอลมากขึ้น ในทางกลับกัน หากการผลิตน้ำตาลให้ผลตอบแทนมากกว่าเอทานอลก็จะนำอ้อยไปผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นนั่นคือข้อดี
หันมามองวัตถุดิบเอทานอลไทยปีนี้ 80 กว่าวันก่อนปิดหีบเร็ว ๆ นี้ คาดว่าจะมีปริมาณ 75 ล้านตันอ้อย ได้น้ำตาล 8 ล้านกว่าตันน้ำตาล ซึ่งห่างจากที่ผลิตได้ 14 ล้านตันน้ำตาล หมายความว่า ปีนี้จะหายไป 5 ล้านตันจากภัยแล้ง สภาพอากาศเลวร้าย ผลพลอยได้จากน้ำตาลโมลาสน้อยลงตามส่วนราคา ปีนี้ไทยแนวโน้มราคาแพงขึ้นจาก raw material ทั้งสิ้น
บราซิลกับไทยต่างกันในแง่นโยบาย เรามี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ทุกอย่างมีโควตา ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ แต่บราซิลสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด ถึงเวลาเกิดปัญหาสามารถปรับได้ เช่น ชานอ้อยปรับค่าใช้จ่าย เทคโนโลยี ลงทุนสูง ได้หมด มองว่านโยบายเอทานอลของไทยดี มาถูกทาง แต่ปัญหาคือ เมื่อกำหนดเป็นแผนต้องทำให้ได้ด้วย เชื่อว่าจะเดินไปได้ดี เพราะอย่าลืมว่าเอทานอลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“รัฐต้องสนับสนุนเอทานอลให้มากกว่านี้ อาจจะมีการตั้งกองทุนเพราะเมื่อเทียบกับพลังงานด้านอื่น เอทานอลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลับไม่มอง ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาที่เสียไปไม่คุ้มกัน ทั้งที่เอทานอลมีข้อดีอีกมาก การตั้งกองทุนรัฐต้องมีความชัดเจนว่าจะทำแค่ไหน อย่างไร เช่น ดึง E20 ควบคู่ไปกับต้นทุนที่เกษตรควรได้รับการอุดหนุน เพราะ 70% มาจากสินค้าเกษตร พืชเกษตร”
ภัยแล้งฉุดผลผลิตราคาอ้อย
นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธาน บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งปีนี้ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยลดลงกว่า 40% ปริมาณ 75 ล้านตันอ้อย เทียบกับปีที่ผ่านมาที่ผลิตได้ถึง 131 ล้านตันอ้อยทำให้การผลิตเอทานอลที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบมีปริมาณที่ลดลง และผลพลอยได้ก็ลดลง
ปัจจุบันปริมาณเอทานอลมีสูงกว่าความต้องการใช้ โดยกำลังการผลิตเอทานอลมีอยู่ประมาณ 5.8-6 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การใช้อยู่ประมาณ 4-5 ล้านลิตรต่อวัน สิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เป็นรูปธรรม นั่นคือ นโยบายพลังงานทดแทนที่ชัดเจน มากไปกว่านั้นเอทานอลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรผลักดันให้มีการใช้มากขึ้นด้วย