เชนโรงแรมไม่หวั่นโควิด เดินหน้าลงทุนรอรับดีมานด์ดีดกลับ
คอลัมน์ Market Move
แม้ธุรกิจโรงแรมจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากที่สุดธุรกิจหนึ่ง เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศที่หยุดชะงักลง และการยกเลิกการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่เชนโรงแรมหรู และผู้รับบริหารโรงแรมระดับข้ามชาติหลายราย ยังคงเดินหน้าลงทุนขยายจำนวนห้องพัก หรือรีโนเวตสถานที่ รวมถึงเปิดสาขาใหม่ในช่วงนี้ตามกำหนดการเดิมกันอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หวั่นผลกระทบจากไวรัสไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยาว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขณะนี้เชนโรงแรมใหญ่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็น “มิตซุยฟุโดซัง” ของญี่ปุ่น “แอคคอร์” ของฝรั่งเศส “ฟาร์อีส ฮอสพิทอลลิตี้” ของสิงคโปร์ และ “แมริออทอินเตอร์เนชั่นนอล” จากสหรัฐ รวมถึง “เซ็นทารา” ของไทย ต่างเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนเดิมที่วางไว้
เป้าหมายเพื่อรับดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตต่อเนื่องหลังวิกฤตโรคระบาดผ่านพ้นไปแล้ว ตามข้อมูลขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยวแดนมังกรเป็นตัวผลักดันหลัก โดยในปี 2573 หรืออีก 10 ปี นักท่องเที่ยวจีนจะมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อรวมกับตัวเลขการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่สูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ช่วยสะท้อนถึงศักยภาพได้เป็นอย่างดี
โฆษกของบริษัท “มิตซุยฟุโดซัง” ย้ำกับสำนักข่าวนิกเคอิว่า โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โตเกียว โรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาด 190 ห้อง ในย่านโอเตมาจิ ซึ่งเดิมวางแผนมุ่งจับกลุ่มผู้ชมกีฬาโอลิมปิกจะยังเปิดตัว และเริ่มให้บริการในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ตามกำหนดการเดิมแน่นอน แม้บรรดากลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะไม่เดินทางมาในปีนี้แล้ว เพราะมหกรรมกีฬาถูกเลื่อนไปเป็นปีหน้าก็ตาม
ไปในทิศทางเดียวกับ “แอคคอร์” ที่เดินหน้าเพิ่มโรงแรมในพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่องอีก 126 แห่งในปีนี้ เป็น 94 แห่งในจีน 30 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 2 แห่งในญี่ปุ่น และจะทำให้บริษัทมีห้องพักในโซนเอเชียเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 2 หมื่นห้องในปีนี้
“มิเชล อิสเซนเบิร์ก” หัวหน้าผู้บริหารของแอคคอร์โฮเทล เอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมุ่งไปที่ตลาดจีนเป็นหลัก เนื่องจากตัวเลขการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวจีนสูงต่อเนื่อง โรงแรมที่เปิดใหม่จะมีความพร้อมรับชาวจีนเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่สื่อสารภาษาจีนได้ รวมถึงช่องทีวี เมนูอาหาร และเอกสารต่าง ๆ จะมีภาษาจีนทั้งหมด
ส่วน “ฟาร์อีส ฮอสพิทอลลิตี้” ก็เดินหน้าเพิ่มห้องพักอีกกว่า 700 ห้องในตลาดหลักของเอเชีย และโอเชียเนียอย่าง เวียดนาม ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ “เซ็นทารา” ที่ปีนี้เตรียมลงทุนอีกอย่างน้อย 340 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับปรุงโรงแรมในเครือ รวมถึงใช้ในโครงการต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาตามแผนเดิม
นอกจากนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ทุกค่ายยังฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชียด้วยเช่นกัน และจะเป็นโอกาสของธุรกิจในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตโรคระบาด นอกจากนี้ เมื่อครั้งโรคซาร์สระบาด ท่องเที่ยวก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วมาก จึงเชื่อว่าครั้งนี้น่าจะฟื้นตัวได้เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่โรงแรมหลายเชนเดินหน้าปักธงสาขาในเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคในช่วงนี้
ขณะที่ “เชอริล คิม” ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านบริหารจัดการ จากโรงเรียนการบริหารโรงแรมของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเฟื่องฟูได้แน่นอน แม้ช่วงนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่เมื่อวิกฤตจบลงนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นอกจากความแข็งแกร่งของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ยังต้องจับตาดูความร่วมมือของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ กับภาคธุรกิจว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ รวมถึงมู้ดการจับจ่ายได้มากน้อยแค่ไหน