อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ของไทยในยุคโควิด-19
คอลัมน์ แตกประเด็น โดย อรมน ทรัพย์ทวีธรรม
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มต้นในจีนและขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด รวมถึงการประกาศปิดประเทศ จำกัดการเดินทางของประชาชน ปิดการดำเนินการของธุรกิจ ส่งผลให้อุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply) ลดลงจนเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ในแง่อุปสงค์ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ชะลอซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็นและมีราคาสูง
ในแง่อุปทาน การปิดโรงงานชั่วคราวในหลายประเทศได้ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีโครงสร้างธุรกิจเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแนวหน้าที่ต้องรับมือกับความท้าทายในวิกฤตโควิด-19 รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทย
เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญหลายประเทศต่างได้รับผลกระทบ จะเห็นจากยอดขายรถยนต์นั่งในหลายประเทศช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2563 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า อาทิ ออสเตรเลีย (ลดลงร้อยละ 22.9) ฟิลิปปินส์ (ลดลงร้อยละ 13.9) เวียดนาม (ลดลงร้อยละ 34.8) จีน (ลดลงร้อยละ 45.4) ญี่ปุ่น (ลดลงร้อยละ 10.2) สหราชอาณาจักร (ลดลงร้อยละ 31) เยอรมนี (ลดลงร้อยละ20.3) สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 8.6)
ทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลำดับ 2 และ 3 ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กมีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องปรับตัวและวางแผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นรับมือวิกฤต อาทิ เฝ้าระวัง ดูแลสุขภาพ และสุขอนามัยของพนักงาน พัฒนาระบบติดตามสถานะวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิต สื่อสารกับผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อรับทราบข้อมูลและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที จัดเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบอื่น ๆ เป็นทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศใดประเทศหนึ่ง พัฒนาระบบการตลาดออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และมุ่งเน้นกิจกรรมด้านการวิจัยและการพัฒนา (R&D) ในช่วงที่กิจกรรมด้านการผลิตชะลอ เป็นต้น
ค่ายผู้ผลิตรถยนต์บางรายได้ปรับตัวโดยการเปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับโควิด-19 อาทิ บริษัทบีวายดี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ได้ปรับสายการผลิตมาผลิตหน้ากากอนามัยและน้ำยาฆ่าเชื้อ จนกลายเป็นแหล่งผลิตหน้ากากที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือค่ายรถยนต์หลายรายในสหรัฐ อาทิ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) เทสล่า ฟอร์ด โตโยต้า นิสสัน ที่ได้ขานรับคำร้องขอความร่วมมือจากรัฐบาลเริ่มผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากากป้องกันใบหน้า ตลอดจนร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เร่งการผลิตเครื่องช่วยหายใจและหน้ากากกรองอากาศ
ในส่วนของไทย ฮอนด้าได้ปรับสายการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มาผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ การปรับเปลี่ยนสายการผลิตดังกล่าวนอกจากจะช่วยเหลือสังคมและบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังช่วยให้โรงงานการผลิตสามารถยังคงดำเนินการและรักษาการจ้างงานต่อไปได้ ยังสร้างรายได้ให้เข้ามาได้อยู่บ้างในช่วงวิกฤตนี้ที่อุปสงค์ลดลงอย่างมาก
ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดในจีนมีสัญญาณดีขึ้นหลังปิดเมืองมากว่า 2 เดือน โดยยอดขายปลีกรถยนต์นั่งในจีนเมื่อเดือน มี.ค. 2563 อยู่ที่ 1.04 ล้านคัน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 300 จากเดือน ก.พ. (224,000 คัน) และกว่าร้อยละ 90 ของร้านค้าปลีกรถยนต์เริ่มกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการบริการบนออนไลน์ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปจีน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA)
เช่น ยางล้อรถยนต์ สตาร์ตเตอร์และส่วนประกอบ แผงควบคุมไฟฟ้าหรือจ่ายกระแสไฟฟ้า เครื่องยนต์ เป็นต้น และหากไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เร็วกว่าประเทศอื่น จะเป็นโอกาสที่จะเป็นแหล่งผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนป้อนตลาดจีนและตลาดโลก หากการแพร่ระบาดคลี่คลายได้อย่างเป็นวงกว้างในหลายประเทศทั่วโลก และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น บริษัทยานยนต์ก็จะสามารถเดินหน้าเร่งการผลิต/จำหน่ายยานยนต์เพื่อมาทดแทนยอดขายที่ขาดหายไปในช่วงการแพร่ระบาด
ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมในการผลิตเพื่อขยายโอกาสการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่สินค้าไทยมีศักยภาพทางการแข่งขันสูงจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA ที่ไทยมีกับประเทศนั้น เช่น อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบอัตราภาษีประเทศคู่ภาคีของไทยภายใต้ความตกลงการค้าเสรีได้ที่ tax.dtn.go.th
นอกจากนี้ การเร่งลงนามหรือสรุปผลการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น RCEP การเจรจา FTA ไทย-ตุรกี การฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป และการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP จะช่วยขยายตลาดส่งออกของไทยและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันจากการได้แต้มต่อในเรื่องการลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าของประเทศคู่ภาคี FTA ขณะเดียวกัน การลงนามข้อตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของอาเซียน (ASEAN APMRA) ระหว่างอาเซียนที่มีแผนจะดำเนินการในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 52 ในเดือน ส.ค. 2563 จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับการส่งออกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของไทยในอาเซียน เนื่องจากประเทศอาเซียนผู้นำเข้าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบซ้ำ
ทั้งนี้ ปี 2562 ไทยมีมูลค่าการค้ายานยนต์ 20,726 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออก 18,175 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า 2,552 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น สำหรับมูลค่าการค้าชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยปี 2562 อยู่ที่ 46,055 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออก 24,371 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 21,684 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย อาทิ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมนี เป็นต้น