เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มจธ. นำร่องรัชดา ทดสอบ ‘โปรแกรมจัดสวนลดฝุ่น’ ด้วย AI  
การศึกษา มจธ. นำร่องรัชดา ทดสอบ ‘โปรแกรมจัดสวนลดฝุ่น’ ด้วย AI  
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 69,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 69,450 บาท
“7 Days Sport” สปีดธุรกิจวิ่ง ขยายสินค้าญี่ปุ่น-ยุโรปปั้นโอนแบรนด์
Business “7 Days Sport” สปีดธุรกิจวิ่ง ขยายสินค้าญี่ปุ่น-ยุโรปปั้นโอนแบรนด์
FETCO จ่อชง 4 มาตรการเร่งออม ดัน TISA วงเงินสูง-เว้นภาษี 2 ปี
Finance FETCO จ่อชง 4 มาตรการเร่งออม ดัน TISA วงเงินสูง-เว้นภาษี 2 ปี
พาณิชย์ เปิดปฏิบัติการล้างนอมินีที่ดิน-คอนโด สแกนนิติบุคคล 1.25 แสนราย ถือครอง 4.5 ล้านไร่
Economic พาณิชย์ เปิดปฏิบัติการล้างนอมินีที่ดิน-คอนโด สแกนนิติบุคคล 1.25 แสนราย ถือครอง 4.5 ล้านไร่
Shopee เปิดตัว ‘Telepharmacy’ ยกระดับบริการส่งด่วน เชื่อมผู้บริโภค-ร้านขายยา
Tech Shopee เปิดตัว ‘Telepharmacy’ ยกระดับบริการส่งด่วน เชื่อมผู้บริโภค-ร้านขายยา
แซนดรา บูลล็อค-นิโคล คิดแมน คัมแบ็ก ‘Practical Magic 2’ ในรอบ 25 ปี
Biz Movement แซนดรา บูลล็อค-นิโคล คิดแมน คัมแบ็ก ‘Practical Magic 2’ ในรอบ 25 ปี
ทองยังไม่จบรอบขาขึ้น ลุ้นสิ้นปีถึง 5,000 ดอลลาร์ ทองไทยแตะ 77,000 บาท
Finance ทองยังไม่จบรอบขาขึ้น ลุ้นสิ้นปีถึง 5,000 ดอลลาร์ ทองไทยแตะ 77,000 บาท
กทม.เซ็น 1.3 พันล้านสร้างถนนใหม่เชื่อม ‘เทพรักษ์-วงแหวนตะวันออก’ เสร็จ ส.ค. 71
Real Estate กทม.เซ็น 1.3 พันล้านสร้างถนนใหม่เชื่อม ‘เทพรักษ์-วงแหวนตะวันออก’ เสร็จ ส.ค. 71
FETCO ชี้หุ้นไทยขาขึ้น ลุ้น 1,700 จุด ต่างชาติจ่อซื้อสุทธิแตะ 1 แสนล้าน
Finance FETCO ชี้หุ้นไทยขาขึ้น ลุ้น 1,700 จุด ต่างชาติจ่อซื้อสุทธิแตะ 1 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

‘โมเดล’ ฟื้นตัวจีนหลังวิกฤต อุตฯนำร่อง-ท่องเที่ยวรอก่อน

09 พ.ค. 2563 | 21:05น.

ชีพจรเศรษฐกิจโลก

นงนุช สิงหเดชะ

แม้จะเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากจากไวรัส และดูท่าจะย่ำแย่ที่สุดในแง่เศรษฐกิจ แต่ในที่สุด จีน ก็เป็นชาติแรกที่ควบคุมไวรัสได้ และยกเลิกมาตรการปิดเมืองได้ก่อนคนอื่น ในขณะที่หลายประเทศโดยเฉพาะซีกตะวันตก ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังสูงมาก ดังนั้น จีนจึงถูกจับตาว่ากิจกรรมเศรษฐกิจใดของจีนที่จะฟื้นตัวได้ก่อน-หลัง อันจะเป็นแนวทางให้ประเทศอื่น ๆ มองเห็นแนวโน้มว่าหลังจากคลายหรือยกเลิกล็อกดาวน์แล้ว ธุรกิจใดจะพลิกตัวกลับมาได้ก่อน

แอนดรูว์ ทิลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียของ โกลด์แมน แซกส์ บอกว่า ระบบการเมืองและเศรษฐกิจของจีนนั้นแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อย่างมาก แต่แนวทางที่เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเปิดให้มีการดำเนินธุรกิจหลังจากควบคุมไวรัสได้นั้นมอบบทเรียนที่เป็นประโยชน์สำหรับประเทศอื่น ๆ โดยในจีนคาดว่าภาคอุตสาหกรรมอาจฟื้นตัวได้ก่อนภาคบริการ ซึ่งสภาพเช่นนี้จะเกิดกับประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะบริษัทในภาคอุตสาหกรรม สามารถกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภาคอื่นอย่างเช่น ท่องเที่ยว จะใช้เวลานานกว่า

ทิลตันระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายของจีนระมัดระวังที่จะอนุญาตให้ธุรกิจประเภทโรงภาพยนตร์และโรงยิมเปิดดำเนินการ ซึ่งหมายถึงว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนธุรกิจประเภทนี้จะสามารถกลับไปเปิดบริการใกล้เคียงกับระดับปกติ ส่วนประเทศอื่น ๆ คงไม่สามารถเปิดธุรกิจชนิดนี้ได้จนกว่าจะถึงปีหน้า

หลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายระดับแตกต่างกันไปเพื่อควบคุมไวรัส แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการ แต่ก็ถูกนักระบาดวิทยาเตือนว่า การผ่อนคลายเร็วเกินไปเสี่ยงจะเกิดการระบาดซ้ำ

ในอีกด้านหนึ่ง การแพร่ระบาดของไวรัสก็ได้ซ้ำเติมระดับหนี้ของบางประเทศในเอเชีย ที่น่าห่วงอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก โดยที่ถูกปักหมุดเป็นพิเศษก็คือ จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ตามรายงานของ ธนาคาร ANZ ของออสเตรเลีย ชี้ว่า หนี้บริษัทของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากและเร็วที่สุด โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากทั้งความเข้นข้นของการแพร่ระบาดไวรัส และมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อควบคุมไวรัส ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของบริษัท หากสถานการณ์เช่นนี้ยังดำเนินต่อไปก็อาจถูกปรับลดอันดับเครดิต ผิดนัดชำระหนี้ และสุดท้ายก็ถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ

รายงานระบุว่า ภาคพลังงานของ สิงคโปร์ ซึ่งมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของจีดีพีประเทศ กำลังมีรายได้ติดลบ หรือขาดทุน แม้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดกับบริษัทพลังงานทั่วโลก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัวในสิงคโปร์ ซึ่งน่ากังวลเพราะบริษัทเหล่านี้คิดเป็น 15.7% ของการครบกำหนดชำระหนี้ทั้งหมดภายในปีนี้

ส่วนใน เกาหลีใต้ ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) น่าเป็นห่วง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา กู้ยืมมากเกินไปและเริ่มขาดเงินสด สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาค เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของแดนโสมขาว ทางด้านจีนนั้น ภาคที่เป็นปัญหา คือ อสังหาริมทรัพย์ ที่ขยายตัวมากเกินไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หากเทียบกันแล้ว บริษัทในสิงคโปร์มีความเปราะบางมากกว่าเกาหลีใต้ และจีน โดยที่จีนมีความเปราะบางน้อยที่สุด ทั้งนี้ สิงคโปร์มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมาก เมื่อเทียบกับอีก 2 ประเทศ เพราะ 60.9% ของบริษัทชั้นนำสิงคโปร์ ออกพันธบัตรในสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนใหญ่ มีเพียง 1 ใน 3 ในเท่านั้นที่ออกในรูปเงินสกุลเงินท้องถิ่น ต่างจากเกาหลีใต้ ซึ่งมีเพียง 1 ใน 5 ที่ออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้เกาหลีใต้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าสิงคโปร์ แต่บริษัทที่มีความเสี่ยงหนี้สูงและขาดความยั่งยืนก็มีสัดส่วนที่มาก อีกทั้ง 80% ของบริษัทที่กู้ยืมสูงล้วนมีเงินสดจำกัด ส่วนจีนอยู่ในสถานะดีกว่าเพื่อน เพราะมีเพียง 3 ใน 10 เซ็กเตอร์เท่านั้นที่กู้ยืมมากเกินไป และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ของบริษัทรัฐ ซึ่งรับประกันการผิดนัดชำระหนี้