ปลุกท้องถิ่นตั้งแนวรบแก้ไฟป่าเหนือ จี้รัฐเปลี่ยนวิธีคิด-เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยว
ปัญหาฝุ่นควันไฟป่าของภาคเหนือในปีนี้ (2563) หนักหน่วงรุนแรง และวิกฤตสูงสุดในรอบ 14 ปีมีปฏิกิริยาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกมิติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจ ระยะเวลาอีกเพียง 8 เดือน ฝุ่นควันจะวนกลับมาอีกครั้ง
“สภาลมหายใจเชียงใหม่” องค์กรเล็ก ๆ ที่หลอมรวมบุคคลจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ ภาคเอกชน (กกร.) และภาคประชาชน ตระหนักถึงปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า เป็นพลังที่กำลังขับเคลื่อนผลักดันการแก้ปัญหาในทุกระดับ โดยมีเป้าหมายให้ทุกชีวิตในสังคมมี “อากาศสะอาด”
“บัณรส บัวคลี่” กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ฝ่ายสื่อมวลชน บอกว่าปีหน้า (2564) จะครบ 15 ปีของปัญหามลพิษฝุ่นควันเชียงใหม่และภาคเหนือ แต่รัฐยังคงเคยชินการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ และประเมินศัตรูที่ต่อกรด้วยต่ำเกินไป จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ด้วยเพราะมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศโลกเข้ามาหนุนเสริม ต้องมีการเตรียมพร้อมตั้งรับ ซึ่งตลอดระยะ 14 ปี เป็นบทสะท้อนว่า การจัดทัพของรัฐดูเบาและไม่ทันสถานการณ์
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โครงการ Medical Hub ของรัฐถือว่าล้มเหลว โครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่ม long stay ต่างถอนตัวไม่มาลงทุน กล่าวได้ว่าปัญหามลพิษฝุ่นควันไฟป่าที่เกิดเป็นประจำตลอด 14 ปีได้ทำลายภาพลักษณ์ของภาคเหนือและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน เมืองที่ถูกวางตำแหน่งเป็นที่พำนักระยะยาว ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Health Hub)ล้มเหลวพังทลาย ซึ่งมูลค่าผลกระทบและความเสียหายไม่ใช่แค่ด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ เพียงระยะ 3 เดือนที่เกิดปัญหาฝุ่นควันไฟป่าเท่านั้น
ล่าสุด สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้ขับเคลื่อนเสนอหลักการสำคัญผ่านจังหวัดเชียงใหม่ และขอให้รัฐบาลพิจารณาเร่งรัดดำเนินการในกลไกของรัฐอย่างจริงจัง ในหลายประเด็น 1.กระบวนการให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม อาทิ รวมพลังทุกภาคส่วน กันเขตชุมชนและที่ทำกินออกจากป่าธรรมชาติให้แล้วเสร็จ นำร่องในนาม “เชียงใหม่โมเดล” เสนอให้ อปท.เป็นแกนประสานการทำงานในระดับพื้นที่ ร่วมกับท้องที่และชุมชน 2.พัฒนาระบบความรู้และฐานข้อมูล โดยเสนอให้เร่งทำแผนที่ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง-ชื้น รวมทั้งแนวกันไฟในแต่ละเขตพื้นที่ให้ชัดเจน สามารถบริหารเชื้อเพลิงได้เหมาะสมกับระบบนิเวศของป่า
3.ความร่วมมือให้เกิดภาคีในการทำงานแก้ปัญหาฝุ่นควัน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนในป่าเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ป่า สร้างแรงจูงใจด้วยสวัสดิการบางอย่างหรือตั้งเป็นกองทุนชุมชน ขณะที่ภาคธุรกิจจะทำ blockchain สนับสนุนชุมชนดูแลและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน สนับสนุนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ปลอดไฟเพื่อลดการเผา 4.การสร้างแหล่งรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่น จัดเก็บภาษีท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยว สร้าง “กองทุนเชียงใหม่ยั่งยืน” เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเมือง
5.เปลี่ยนแปลงพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้ไฟ และพื้นที่ป่า โดยจัดทำโซนนิ่งพืชเกษตรที่ต้องใช้ไฟ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูงต้นน้ำ 6.การจัดการพื้นที่เมือง อาทิ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน และเมือง 7.การบริหารปัญหาระดับนโยบาย โดยรัฐบาลต้องประกาศนโยบายอากาศสะอาดและเร่งรัดให้มีกฎหมายอากาศสะอาด พร้อมหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย และในช่วงรอกฎหมาย ให้รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งประเทศไทยรับผิดชอบการควบคุมค่าอากาศให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการดำรงชีวิต
“ระบบการเมืองไทย อำนาจอยู่ที่ส่วนกลางหมดเลย ต่อจากนี้จะไม่มีการทำงานแค่ระยะ 3 เดือนอีกแล้ว ต้องทำระดับท้องถิ่น”
บัณรสกล่าวว่า ภาพฝันที่เราตั้งไว้จะมี 2 track ในการดับไฟ คือ 1.ระดับชาติ ด้วยการยกระดับศักยภาพในการดับไฟภายใต้สภาวะอากาศโลกที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง 2.ระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นนิมิตหมายใหม่ โดยจะใช้ศักยภาพพลังแผ่นดินเชียงใหม่ ก็คือ “ท้องถิ่น” เข้ามาช่วยดับไฟ
“ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ถ้ามีการบริหารจัดการเหมือนโควิดจะดีที่สุด ช่วงเวลา 8 เดือน แนวรบสำคัญ คือ การให้ศักยภาพท้องถิ่น ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยรัฐบาลต้องปลดล็อก” บัณรสกล่าว
วิทยา ครองทรัพย์ กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ฝ่ายเอกชน กล่าวว่า เชียงใหม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่ปัจจุบันแบรนด์นี้ถูกทำลายด้วยฝุ่นควัน ส่งผลให้มูลค่าของแบรนด์ลดลง หากรัฐบาลยังไม่มีการแก้ปัญหาให้เด็ดขาดและสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะไม่มีใครมาลงทุน โดยปี 2561 ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พบว่ามีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องใช้จ่ายอันเนื่องมาจากผลกระทบของมลพิษฝุ่นควัน รวมทั้งสิ้น 163,313 ล้านบาท เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 48,431 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อโฟกัสพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2559/2560 ทั้งประเทศมีพื้นที่รวม 7.03 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกในภาคเหนือมากถึง 4.51 ล้านไร่ ซึ่งการปลูกในพื้นที่ป่าย่อมกระทบกับป่าต้นน้ำและสิ่งแวดล้อมเสียหาย หากประเด็นปัญหานี้ไม่มีใครสนใจ อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า
“เราจึงต้องการการแก้ไขทั้งระบบ ต้องหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ ต้องมีกฎหมายเข้ามาจัดการปัญหา โดยในระดับนโยบาย ระหว่างที่รอการพิจารณาการออกกฎหมายอากาศสะอาด รัฐบาลต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดอากาศสะอาด ขึ้นมาก่อน เพราะกฎหมายจะเป็นทางออกทางเดียวของการแก้ปัญหานี้”
คือ บริบทที่ตอกย้ำชัดว่า “ท้องถิ่น-ชุมชน” เป็นพลังสำคัญ เป็นแนวรบแก้ฝุ่นควันไฟป่าตัวจริง และเป็นมุมมองที่รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหาใหม่