เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
Economic ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Tech คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
Biz Movement Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
‘ผยง ศรีวณิช’ คว้านักการเงินแห่งปี-‘กสิกรไทย’ ธนาคารแห่งปี MONEY & BANKING AWARDS 2026
Finance ‘ผยง ศรีวณิช’ คว้านักการเงินแห่งปี-‘กสิกรไทย’ ธนาคารแห่งปี MONEY & BANKING AWARDS 2026
ธปท. ยัน Thai Baht Stablecoin ต้องใช้เวลา ชี้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี
Finance ธปท. ยัน Thai Baht Stablecoin ต้องใช้เวลา ชี้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี
เศรษฐกิจจีน Q2/2026 ต่ำกว่าคาดที่ 4.3% โตแผ่วสุดในรอบ 3 ปี
World เศรษฐกิจจีน Q2/2026 ต่ำกว่าคาดที่ 4.3% โตแผ่วสุดในรอบ 3 ปี
สายคลาสสิกห้ามพลาด เริ่มแล้ว ‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48’
Automotive สายคลาสสิกห้ามพลาด เริ่มแล้ว ‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48’
ราคาทองวันนี้ (15 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
แบงก์ชาติจับตา 2 ความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 อย่างใกล้ชิด
Finance แบงก์ชาติจับตา 2 ความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 อย่างใกล้ชิด
นิรมล เมธีสุวกุล ‘ทุ่งแสงตะวัน’ สื่อคุณภาพอยู่คู่คนไทย‘เพราะเด็กทุกคนคือเพชรเม็ดงาม’
Biz Movement นิรมล เมธีสุวกุล ‘ทุ่งแสงตะวัน’ สื่อคุณภาพอยู่คู่คนไทย‘เพราะเด็กทุกคนคือเพชรเม็ดงาม’
ดูทั้งหมด

ตื่นพร้อมดวงอาทิตย์ที่ “อิตาลีใต้” สำราญสไตล์ “เมดิเตอร์เรเนียน”-

29 ก.ย. 2560 | 07:00น.

เรื่องโดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล

“อย่าเอื้อนเอ่ยคำลา ทิ้งใจดวงนี้ให้แตกสลาย ขอเพียงเธอกลับมายัง…ซอเรนโต” ห้วงทำนองเพลงอมตะ Come Back To Sorrento ลอยแผ่วอยู่ข้างหู ระหว่างบินข้ามฟ้า-มหาสมุทร มุ่งหน้าสู่กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เพื่อเริ่มต้นเยี่ยมเยือนเมืองสุดคลาสสิก “ซอเรนโต” นั่นเอง

เราบินจากประเทศไทยด้วยเครื่องบินแอร์บัส A350-900 XWB สายการบินไทย ความเงียบในห้องโดยสารและทริปบินที่ราบรื่น ถือเป็นการเปิดประตูสู่ “การเดินทางแบบพักผ่อน” อย่างแท้จริง

เป้าหมายของทริปนี้คือ การล่องท่องไปในอิตาลีตอนใต้ ที่มีดินแดนถูกยกให้เป็น “เส้นทางสวรรค์” ที่ใฝ่ฝันมาเยือนสักครั้งในชีวิต “อมาลฟีโคสต์” Amalfi Coast

เท้าแตะถึงกรุงโรม แสงแดดยังร้อนแรงในปลายฤดูร้อน เป็นช่วงฮอลิเดย์ของชาวอิตาลี…ไม่รอช้า นั่งรถออกจากกรุงโรมเกือบ 4 ชั่วโมง จึงถึง “ซอเรนโต” เมืองตากอากาศริมอ่าวเนเปิลที่มีชื่อเสียง…

เมืองซอเรนโตตั้งอยู่บนหน้าผาสูงที่ไล่ระดับลงมาสู่หาดทรายสีเทา คลอด้วยภาพเรือใบแล่นบนผืนน้ำทะเลสีฟ้าเข้มจัด…ภาพตรงหน้า คือฉากแรกที่ไม่อาจละสายตาได้ ก่อนจะพบว่าความสวยงามยังมิได้หยุดอยู่แค่ที่นี่

ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เมืองซอเรนโต

วิธีเที่ยวสไตล์ผ่อนคลายในซอเรนโต คือ การเลือกพักโรงแรมบนชะง่อนผาสูง เพื่อใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ในบรรยากาศสงบนิ่ง ตื่นพร้อมดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบเต็มตา คั่นเวลาระหว่างวันด้วยการเดินลัดเลาะไปตามทางลาดสู่หาดทรายลงไปเล่นน้ำ หรือจะเลือกใช้เวลาเดินเล่นชมชีวิตผู้คนในตัวเมืองซอเรนโตได้เช่นกัน

ฤดูร้อนของที่นี่เป็นบรรยากาศของนักท่องเที่ยวทั้งจากในอิตาลีและต่างแดน ความสนุกของการเดินเล่นในย่านใจกลางเมืองบริเวณถนนหลักคอร์โซ อิตาเลีย นอกจากเป็นที่ตั้งของจัตุรัสแทสโซ และโบสถ์ซอเรนโต โบสถ์ใหญ่ประจำเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบบาโรค คือ ร้านรวงที่อยู่ซุกซ่อนตัวไปตามตรอกต่าง ๆ ที่ละลานตาด้วยคาเฟ่กลางแจ้ง ไปจนถึงร้านขายสินค้าระดับแบรนด์และสินค้าท้องถิ่น

แวะกินเจลาโต พลางเดินเล่นยามเย็นไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถึงพลบค่ำ ที่ถนนหลักใจกลางเมืองจะแปรสภาพกลายเป็นวอล์กกิ้งสตรีต ทั้งแสงไฟ ผู้คนสนุกสนานครึกครื้น

หากอิตาลีตอนเหนือ คือ ดินแดนแห่งดีไซน์ ครีเอทีฟ ความฟู่ฟ่าแล้ว เสน่ห์ของอิตาลีตอนใต้ คือ “จิตวิญญาณแห่งอาหาร”

มาถึงซอเรนโตแล้ว เราเลือกดินเนอร์ที่ร้านอาหารเก่าแก่ประจำเมือง แต่ชื่อชั้นระดับเวิลด์คลาส O’ Parrucchiano ร้านอายุร่วมร้อยปี ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ภายนอกดูเล็กน่ารัก แต่ภายในได้ซุกซ่อน “สวนป่า” ที่โอบล้อมเราอยู่ตรงหน้า แรกเริ่มร้านนี้เป็นร้านอาหารระดับ “Trattoria” (ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่) ก่อนจะเติบโตเป็นร้านระดับ Ristorante (ร้านอาหารระดับหรู) พร้อมชื่อชั้นห้อยท้าย Excellent Kitchen ของสถาบันอาหารอิตาลี

ซอเรนโตเป็น “แอปพิไทเซอร์” เรียกน้ำย่อยของทริปได้เป็นอย่างดี ก่อนไปสู่ “อองเทร” อาหารจานหลักที่เป็น “ไฮไลต์” ของทริปนี้ คือ “อมาลฟีโคสต์” เส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงามยอดนิยมระดับโลก

ชายฝั่งอมาลฟีที่มีระยะทาง 50 กิโลเมตร คือ เส้นทางมรดกโลก เอกลักษณ์ของถนนแคบเคี้ยวคดไปตามผาชันที่ขนาบอยู่ติดกับชายหาดเมดิเตอร์เรเนียน ชนิดมองไกลไปจดเขาโค้งลิบสายตา ตัดสลับด้วยทิวทัศน์ระยะใกล้ ต้นมะกอก ต้นมะนาว ที่เบื้องหลังคือสีน้ำเงินสดของท้องทะเล ลักษณะภูมิประเทศที่ไม่อาจละสายตาจากวิวพันล้านได้ สมกับที่กวีและนักปรัชญาที่ได้มาเยือนที่นี่ ยกให้เป็น “ชายฝั่งเทพเจ้า” เรียกแบบบ้านเราต้องบอกว่า “สวยงามระดับเทพ”

การท่องเที่ยวระหว่างทางอมาลฟีโคสต์ ต้องใช้รถที่ไม่ใหญ่นัก เพราะถนนค่อนข้างแคบ ซึ่งวิธีท่องเที่ยวคือการเยี่ยมชมเมืองเล็ก ๆ หลายเมืองตั้งตามชายฝั่งชะง่อนผา หรือจะเลือกพักผ่อนที่เมืองใดเมืองหนึ่ง และแบ่งเวลาระหว่างวันนั่งรถประจำทาง หรือขี่มอเตอร์ไซค์เช่า แวะเวียนเยี่ยมชมเมืองเล็กเมืองน้อยได้

ทริปนี้เลือกเยือน 3 เมืองเด่น คือ เมืองโพสิตาโน, อมาลฟี และราเวลโล

รถแล่นเลาะเลี้ยวบนเส้นทางอมาลฟีโคสต์ไปเรื่อย ๆ บางช่วงคนขับต้องปล่อยเกียร์ว่างลัดเลาะตามถนนคดโค้ง จากวิวทะเลเริ่มเห็นทิวทัศน์เหนือเมือง บ้านเรือนตั้งแทรกอยู่ตามเนินเขา ทอดตัวลงสู่ชายฝั่ง เป็นสัญญาณว่าเราเข้าสู่เมืองโพสิตาโน เมืองชายฝั่งขนาดเพียง 8 ตารางกิโลเมตร เมืองเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง Positano จากนวนิยายของ “จอห์น สไตน์เบ็ก” ที่ครั้งหนึ่งนักประพันธ์เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ผู้นี้เคยบอกว่า อยากซ่อนความงามของเมืองโพสิตาโนไว้ให้ไกลจากสายตาผู้คน แต่เสน่ห์ของโพสิตาโนได้ดึงดูดผู้คนทั่วโลกมามิขาดสาย ในที่สุดหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตเป็นเมืองเพื่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยสมบูรณ์

วิธีท่องเที่ยวในโพสิตาโน คือ เดินเล่นลัดเลาะหมู่บ้านที่ลาดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงชายหาด ระหว่างทางเดินมีร้านรวงท้องถิ่นขายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากมะนาวหลากหลายรูปแบบ หรือจะลองชิม “ลิมอนเชลโล” เหล้ามะนาวท้องถิ่นก็ได้ ยังมีกระเบื้องเคลือบแบบสวย ๆ เสื้อผ้า-สร้อยถักสไตล์ชาวทะเล พรั่งพร้อมด้วยคาเฟ่ ร้านเครื่องดื่ม ร้านอาหาร

เดินจนเกือบถึงชายหาด มีโบสถ์ซานตามารีอาอัสซุนตา ให้แวะพักรับร่มเงา เดินชมบรรยากาศโบสถ์ริมทะเลสักนิด ก่อนจะลงไปยังชายหาดที่ผู้คนนอนอาบแดด เด็ก ๆ วิ่งเล่นน้ำกระจายไปทั่วหาด โดยมีฉากหลังเป็นวิลล่าที่ตั้งตามชะง่อนผาสุดแสนโรแมนติก

ถัดจากโพสิตาโน นั่งรถชมวิวพันล้านกันต่อมาที่เมือง “อมาลฟี” อีกหนึ่งจุดสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปิน กวี นักประพันธ์ต่างหลั่งไหลมาเยือน ด้วยบ้านเรือนที่ปลูกเรียงลดหลั่นอาบแสงแดดตามหน้าผาสูงเหนือทะเลกว้างใหญ่

ใครอยากมีผิวเกรียมแดดแบบเมดิเตอร์เรเนียน ต้องมานอนอาบแดดที่ริมหาดอมาลฟี เพราะภาพร่มชายหาดจัดแถวเรียงสี ขนานแนวชายหาดสีน้ำเงินเข้มตรงหน้า…เรียกความสำราญยามฤดูร้อนอย่างแท้จริง

นอกจากทิวทัศน์ตระการตาแล้ว มาถึงอมาลฟีต้องชิมซีฟู้ดเลื่องชื่อ เราชมวิวเคล้าอาหารทะเลสดที่ Eolo Restaurant กุ้งย่าง ปลาหมึกย่าง หอยแมลงภู่ สเต๊กปลาแบบฟิลเลต์ บีบตามด้วยมะนาวฉ่ำ ๆ แกล้มวิวชายหาด ตบท้ายด้วยเลมอนซอร์เบตดับร้อน

อิ่มแล้วเดินย่อยในย่านใจกลางเมืองอมาลฟี ไปยังวิหารแห่งนักบุญแอนดรูว์ สัญลักษณ์ของเมือง เป็นศิลปะกลิ่นอายสไตล์อาหรับ ด้านหน้าวิหารมีโมเสกประดับ พร้อมด้วยบันไดใหญ่สไตล์ลอมบาร์ด

บ่ายแก่ ๆ กลับสู่เส้นทางเลาะเลี้ยวของอมาลฟีโคสต์ มุ่งหน้าไปสู่ “ราเวลโล” เมืองเล็กที่มีมหาวิหารแห่งราเวลโลตั้งตระหง่าน บรรยากาศของเมืองนี้ต่างจากสองเมืองก่อนหน้า เพราะค่อนข้างสงบไม่พลุกพล่าน และด้วยตัวเมืองเป็นเวิ้งขนาดกำลังพอดี ทำให้นักดนตรีระดับโลกมาเปิดการแสดงในทุกปี

ถือเป็นการจบ “มื้อหลัก” กับการแวะเที่ยวสามเมืองเด่นของอมาลฟีโคสต์สมคุณค่าต่อการถูกประกาศเป็นเส้นทาง “มรดกโลก” เมื่อปี 1997

ตามต่อด้วยของหวานประจำทริป มี 2 จานเสิร์ฟ นั่นคือ ความเฉิดไฉไลที่เกาะ “คาปรี” และความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การระลึกถึงของเมือง “นาโปลี” หรือ “เนเปิล”

ท่าเรือคาปรี

เราใช้วิธีนั่งเรือเฟอรี่จากซอเรนโตไปยังคาปรีราว 20 นาที เรือลอยมาเทียบท่าคาปรีกับฉากภูเขา และตึกหลากสีบนผาสูง นักท่องเที่ยวมากมายเริ่มต้นเช็กอินเกาะคาปรีที่จุดนี้ ก่อนเลือกวิธีขึ้นไปบนเขาทั้งแบบแทรม หรือแท็กซี่เปิดประทุน ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารภายในเกาะ

เรานั่งแทรมขึ้นไม่นาน วิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากมุมเกาะคาปรีสวยงามขึ้นเรื่อย ๆ เป็นระลอก รูปปั้นหญิงสาวหลับตาพริ้มนอนแช่น้ำทะเลในห่วงยาง ตั้งเด่นเป็นสง่าว่ามาถึงคาปรีแล้วแน่นอน

ความสำราญแบบเล็ก ๆ ที่คาปรี คือการนั่งชมวิวยามบ่าย เคล้าชีวิตผู้คน นั่งเล่นจิบเครื่องดื่ม เดินเล่นตามร้านรวง ที่หากมีวันว่างเดินสำรวจให้ทั่วทุกตรอกซอกซอย จะพบทั้งความธรรมดาและแปลกตาปะปนกันไป ด้วยแลนด์สเคปของคาปรีที่ตรึงสายตาไว้ได้ไม่มีเบื่อ เราหลบแดดจ้ามารับประทานอาหารกลางวัน ที่ Capri Restaurant ชื่อร้านเรียบง่าย แต่ที่ตั้งในทำเลเปิดโล่ง มองไปข้างหน้าเห็นหน้าผาขนาบ มองไปสุดสายตาคือทะเลฟ้าคราม ชมวิวจิบโคล่าบีบมะนาวนิด ๆ ซาบซ่าสุนทรีย์

ของหวานอีกหนึ่งเมนูรออยู่ในอีกฝั่งอ่าวเนเปิล เรานั่งแท็กซี่เปิดประทุนที่ลัดเลาะตามทางแคบฟ้ากว้างลงจากเขากลับมาที่ท่าเรือ โบกมือลาคาปรี ขึ้นเรือเฟอรี่มุ่งหน้าเทียบท่าเมืองเก่าแก่ “นาโปลี” เมืองประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป และเป็นเมืองมรดกโลกในปี 1995

มาถึงนาโปลี ไม่ชิม “พิซซ่า” เรียกว่ามาไม่ถึง เพราะที่นี่คือดินแดนที่ให้กำเนิดเมนูพิซซ่า บนโลกใบนี้นั่นเอง

และที่ห้ามพลาด คือ การเดินทอดน่องไปตามเมนูประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าแก่ระดับสามพันปี ที่มีสถาปัตยกรรมและเรื่องเล่าทั้งขม หวาน และหอมหวน

เมืองแห่งความร่ำรวยด้วยทองคำ เมืองแห่งความแร้นแค้น และเมืองประวัติศาสตร์ที่ผ่านกรำมาแล้วหลายศึกสงคราม หลายเจ้าผู้ครองนคร ก่อนจะมารวมชาติอิตาลี มีจิตวิญญาณนับพันปีซุกซ่อนอยู่ทุกอณูเมือง มีโอกาสคงได้เล่าในคราวต่อไป

ห้วงชีวิตในอิตาลีใต้ยังคงอยู่ในห้วงคะนึง แม้ระหว่างนั่งเครื่องบินแอร์บัส A350-900 XWB ที่บินสุดเงียบนิ่งกลับประเทศไทย เราเอ็นจอยกับอาหารไทยที่เสิร์ฟตรงหน้าด้วยเมนู แกงเขียวหวานกุ้ง ลาบไก่ ต้มยำน้ำใส ถั่วลันเตาผัดเห็ดหอม ข้าวหอมมะลิอุ่น ๆ ทว่ากลิ่นอายอิตาเลียนแพสชั่น ยังคงฝังภาพบรรยากาศสนุกสนาน เสียงหัวเราะ สีสันของเมดิเตอร์เรเนียนที่ติดอยู่ในความทรงจำยามเช้าของกรุงเทพฯ เมื่อล้อกำลังจะลงแตะรันเวย์สุวรรณภูมิอย่างสมบูรณ์แบบ