ถอดสลักการเมืองฟื้นความเชื่อมั่น
บทบรรณาธิการ
การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังดำเนินต่อ เพราะแม้ข้อเรียกร้องบางประเด็นของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร 2563 จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 165 ในที่ประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภา ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่โอกาสที่ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อจะได้รับการสนองมากน้อยแค่ไหนยังต้องจับตา
แค่ยกแรกประเด็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แม้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ว.บางส่วน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีท่าทีสนับสนุน พร้อมรับประกันว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดันให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา วาระ 2 และ 3 ภายในเดือนธันวาคมนี้ เอาเข้าจริงมีหลายตัวแปร จึงยังไม่แน่นอน
เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวชุมนุมของทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่นักเรียน นักศึกษา กลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่ยังมีต่อเนื่อง คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อใดจะมีทางออก เพราะนอกจากความคิดจะแตกต่างกันแล้ว ทัศนคติ มุมมอง ความเชื่อ ยังไปคนละทาง เป็นช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่น ที่วัยห่างกันนับชั่วอายุ
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องแก้ปัญหาโดยตีโจทย์ให้แตก แทนที่จะแบ่งข้าง เลือกฝ่าย ก็ควรลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจ ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ยอมรับความแตกต่าง ประสานรอยร้าวไม่ให้สังคมแตกแยก ต้องตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา การใช้กลไกรัฐสภา และหันหน้าเจรจาหาทางออก ไม่ให้เกิดการสูญเสีย เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนเรียกร้องและต้องการเห็น
ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจ นักลงทุน ที่วิตกกังวล คนระดับกลางรากหญ้า ก็อยากให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ เพราะที่เป็นอยู่เวลานี้ก็เสี่ยงทั้งปัญหาปากท้อง สุขภาพอนามัย เพราะไม่รู้เมื่อใด โควิด-19 กับเศรษฐกิจจะวิกฤตรุนแรงอีก การตั้งการ์ดเตรียมความพร้อม ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนจึงควรทำและไม่ประมาท
เสียงสะท้อนจากตัวแทนภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการเมือง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับฟัง นำไปทบทวน เพื่อให้สังคมไทยอยู่ได้ แม้จะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่ไม่แตกแยก ที่สำคัญ ต้องเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ส่วนจะเลือกแนวทางใดสร้างความสมานฉันท์ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ กลุ่มคนที่คิดต่าง ตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ ฯลฯ ต้องร่วมกันพิจารณา และนำข้อขัดแย้งสู่โต๊ะเจรจา เหนือสิ่งอื่นใด ทุกฝ่ายต้องจริงใจและแน่วแน่ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา วิพากษ์ ถกเถียงให้ได้ข้อยุติเป็นทางออก หยุดวิกฤตขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีแต่จะเกิดความร้าวฉาน เหมือนแช่แข็งประเทศหยุดอยู่กับที่