Skip to content

‘โทฮุน’ ผนึกกำลัง ‘ไฟเซอร์’ และพันธมิตร รับมือโควิด-19 ระลอก 2

14 พ.ย. 2563 | 18:48น.
‘โทฮุน’ ผนึกกำลัง ‘ไฟเซอร์’ และพันธมิตร รับมือโควิด-19 ระลอก 2

THOHUN ผนึกกำลัง ไฟเซอร์ และพันธมิตร เสริมแกร่งบุคลากรทางการแพทย์ รพ.สต. อสม. และ อสส. ในชุมชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

หลังรัฐบาลเปิดประเทศรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อพยุงเศรษฐกิจ สร้างความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN-โทฮุน) จึงร่วมกับบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ “ส่งต่อความช่วยเหลือด้วยสถานการณ์ COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลและชุมชนในกลุ่มเสี่ยง” และแถลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการไปเมื่อ 12 พ.ย. 2563

“ผศ.ดร.แสงเดือน มูลสม” ผู้ประสานงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่มีสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จสูงในการควบคุมและรับมือกับโรค COVID-19 ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ที่สำคัญเรามีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม. และ อสส.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่กระจายอยู่ในกรุงเทพมหานคร และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ช่วยประเทศในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วยระดับชุมชน จนได้รับยกย่องจากองค์กรอนามัยโลก ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“แต่จากการลงพื้นที่ในชุมชนต่าง ๆ ช่วงที่ผ่านมา พบว่าอาสาสมัครสาธารณสุขมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เนื่องจากขาดความรู้ในการใช้ สวมใส่ และถอดทิ้งอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง และยังขาดสื่อความรู้ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับบริบทการทำงานจริงในชุมชน นอกจากนี้ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อยังมีไม่เพียงพอสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทางการแพทย์ในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคที่ให้การดูแลและรักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 และเมื่อประเทศไทยจะเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้มีการหลั่งไหลของผู้มาเยือนจากต่างชาติไปยังชุมชนทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่ทุกภาคควรมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์”

ดังนั้น THOHUN และเครือข่ายพันธมิตรจึงได้จัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองแก่อาสาสมัครสาธารณสุข โดยจะเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เพื่อผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านเหล่านี้ ให้มีความพร้อมและปลอดภัยในการรับมือกับการระบาดระลอกต่อไปของ COVID-19

“ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ” ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไฟเซอร์ได้ใช้วิทยาศาสตร์และทรัพยากรความรู้ที่มีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก และเมื่อเกิดการระบาดของโรค Covid-19 ไฟเซอร์ร่วมพัฒนาวัคซีนต้านโรคนี้ และการมอบความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยมั่นใจอย่างยิ่งว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถเอาชนะวิกฤตในครั้งนี้ได้ (‘Science Will Win’)

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือในประเทศไทยตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 ระยะแรก มูลนิธิไฟเซอร์ ประเทศไทยได้บริจาคชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และหน้ากาก N95 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศผ่านโครงการของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ครั้งนี้ บริษัทยังคงส่งต่อความช่วยเหลือร่วมกับแพทยสมาคมฯ โดยการมอบเงินสนับสนุนการจัดซื้อชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและหน้ากาก N95 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์บริเวณชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่ในกลุ่มเสี่ยง และได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาสื่อการสอนเพื่ออบรมบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลท้องถิ่นให้สามารถรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกสองที่อาจเกิดขึ้น

“ศ.เกียรติคุณ พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์” นายกแพทยสภาแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสำนักงานแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถเอาชนะ Covid-19 ได้ในระดับที่น่าพอใจ

“แต่อย่าประมาทเพราะวัคซีนป้องกันโรคยังอยู่ระหว่างการดำเนินการค้นคว้าวิจัย ดังนั้นวัคซีนที่ดีที่สุดของบุคคลทั่วไปในตอนนี้คือการสวมหน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่าง ส่วนวัคซีนที่จะช่วยป้องกันชุมชนและประเทศให้พ้นจากวิกฤตนี้ คือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนปฏิบัติงานด่านหน้า ให้มีความพร้อม มีเกราะป้องกันที่ดี”

“ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง” ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกเหนือจากการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม อสม. มูลนิธิศุภนิมิตฯยังได้เล็งเห็นความสำคัญของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถูกจัดเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ป้องกัน อีกทั้งยังขาดสิทธิ์ในการดูแลรักษาพยาบาลเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นหากติดเชื้อจึงย่อมมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยง่าย

ในระยะที่ผ่านมาทางมูลนิธิศุภนิมิตฯได้เตรียมถุงยังชีพที่บรรจุสิ่งของดำรงชีวิตที่จำเป็นและอุปกรณ์ป้องกัน นำไปมอบให้เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า รวมทั้งวางแผนดำเนินการในระยะยาวเพื่อมอบความช่วยเหลืออื่น ๆ ต่อไป สำหรับการดำเนินโครงการการส่งต่อความช่วยเหลือด้วยสถานการณ์ COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลและชุมชนในกลุ่มเสี่ยง เป็นการส่งต่อความช่วยเหลือใน 2 มิติ

  1. มิติองค์ความรู้ ได้แก่ จัดให้มีการอบรมและการผลิตสื่อให้ความรู้ในรูปแบบวิดีโอคลิปแก่บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาของสื่อนี้จะมีความสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริงของประเทศไทย ตั้งแต่การประเมินว่าตนเองมีความใกล้ชิดผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด หรือมีความเสี่ยงระดับใด เพื่อให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงแนวทางการปฏิบัติในการสวม-ใส่-ถอด-ทำลาย อุปกรณ์ป้องกันที่ถูกต้อง ซึ่งมีความสำคัญในการช่วยป้องกันและลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสสู่ชุมชน วิดีโอคลิปดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ thohun.org และเว็บไซต์ของเครือข่ายพันธมิตร
  2. มิติอุปกรณ์ป้องกันโรค ได้มีการจัดหาและส่งมอบชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หน้ากาก N95 และ Face shield จำนวน 5,000 ชุด ผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สู่ 40 โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และชุมชนในกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ รวมถึงมิติความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ได้มีการจัดเตรียมถุงยังชีพที่บรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ มอบผ่านมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยฯ สู่ผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นชนกลุ่มน้อยและกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เริ่มต้น 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนตลาดไท จังหวัดปทุมธานี ชุมชนบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และชุมชนห่างไกลความเจริญในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไฟเซอร์