ปีใหม่ (อีกปี)
คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ อำนาจ ประชาชาติฯ
ใคร ๆ มักจะบอกว่า เทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งความสุข
ก็แปลกดีเหมือนกันที่ผู้คนมักจะให้ความหวังกับปีใหม่
นั่นเพราะคนเราคงหวังว่า ปีใหม่จะนำมาซึ่งสิ่งดี ๆ ที่ (อยากให้) มีเข้ามามากขึ้น
คนทำธุรกิจก็หวังว่า เศรษฐกิจจะคึกคักมากขึ้น จะได้ทำมาค้าขายได้คล่องตัว มีโอกาสสร้างการเติบโต
นักลงทุนก็อยากเห็นพอร์ตตัวเองเจริญงอกงาม ผลตอบแทนเป็นบวก
ผู้คนทั่วไปก็หวังว่า จะมีโชค มีลาภ ยศ สรรเสริญ มีสุข ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เจอคนดี ๆ ฯลฯ
นักปฏิวัติก็อยากเห็นสังคมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม
นี่ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว
ก็ได้แต่ภาวนาให้ทุกคนสมหวัง ได้พบกับสิ่งที่ดีที่พึงปรารถนาในปี 2564 ที่กำลังจะมาถึง
เพราะปี 2563 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับเป็นปีแห่งฝันร้ายของผู้คนทั่วโลก
การแพร่ระบาดของไวรัสวายร้าย “โควิด-19” ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในแง่วิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป ทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
หนุ่มสาวโรงงานที่เคยแบกความหวังความฝันไว้เต็มบ่า หลายชีวิตต้องตกงานเคว้งคว้าง ซวนเซกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านเกิด
หลายธุรกิจอาการหนักร่อแร่ เพราะขาดรายได้ ยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ยิ่งลำบากหนัก
เนื่องจากที่ผ่านมา เราพึ่งกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมาก เมื่อเปิดประเทศไม่ได้ ก็ไม่มีนักท่องเที่ยว ก็ไม่มีรายได้ ส่วนรายจ่าย หนี้สิน ยังต้องแบก ต้องจ่าย
ฟัง “คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนา “THAILAND 2021 #New Game New Normal” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่านทำนายว่า กว่าที่การท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาเต็มศักยภาพเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด น่าจะกินเวลาถึง 4 ปี หรือในปี 2567 โน่นเลยทีเดียว เพราะแม้ว่าจะเริ่มเปิดประเทศได้ ทว่า ยังต้องทำแบบจำกัดจำเขี่ย ค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ รมว.คลังบอกว่า ปีหน้ารัฐตั้งเป้าเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ 8 ล้านคน จากช่วงก่อนโควิดที่ไทยมีนักท่องเที่ยวถึง 40 ล้านคน
ขณะที่ “KKP Research” โดยเกียรตินาคินภัทร มองน้อยกว่านั้น คือคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพียง 6.4 ล้านคน เพราะมองว่ากว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ ก็ปาเข้าไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 แล้ว
นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่รีบปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็คงต้องรอกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไปถึงปี 2567 เพื่อให้มาเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทย
ซึ่งรัฐบาลก็คงจะแก้ปัญหาแบบรอฟ้ารอฝนเช่นนั้นไม่ได้
ตอนนี้ทุกคนพูดกันว่า เราคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทว่า คงไม่ใช่แค่เน้นแต่การกระตุ้นแต่การบริโภคไปเรื่อย ๆ อย่างเดียว
คงต้องทำอะไรที่มากกว่านั้น
สิ่งที่น่ากลัวก็คือ วิกฤตที่ใคร ๆ ก็มองกันว่า จะลากยาวไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี
แบบนี้คนที่สายป่านยาว ก็คงพอไปไหว แต่ถ้าเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน ว่าคนเหล่านั้นจะรอดกี่ราย
มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในเรื่องเอสเอ็มอีบอกว่า ตอนนี้ที่ยังไม่เห็นหนี้เสียพุ่งมาก แม้จะหมดมาตรการของแบงก์ชาติไปแล้ว ก็เพราะว่าผู้ประกอบการหลายรายนำเงินเก็บมาชำระหนี้ไปก่อน ไม่ใช่รายได้ เพราะรายได้ไม่มีเข้ามา ดังนั้น หากวิกฤตลากยาว คนเหล่านี้ก็น่าจะรอดยาก
ที่ผ่านมาเห็นแบงก์ชาติบอกว่า จะปมเรื่องสภาพคล่อง แก้ปัญหาที่ซอฟต์โลนปล่อยไม่ออก แต่นี่จะสิ้นปีแล้วก็ยังไม่เห็นความชัดเจน
ถ้าไม่รีบออกมา ไตรมาสแรกปีหน้าจะน่ากลัว เพราะ “สึนามิหนี้” กำลังจะมา
ก็หวังว่า ทั้งผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ กับขุนคลังคนใหม่ น่าจะคิดทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที
สวัสดีปีใหม่ (ล่วงหน้า) ครับ