“WasteWatch” ลดขยะอาหารทั่วโลก 50%
อาหาร
คอลัมน์ CSR TALK
คุณทราบหรือไม่ว่าปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ถูกผลิตในโลกนั้นกลายเป็นขยะอาหาร และ 8% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่งผลมาจากขยะอาหารในแต่ละวัน ดังนั้น โซเด็กซ์โซ่ บริษัทผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการบริหารจัดการแบบครบวงจรจากประเทศฝรั่งเศส
ทั้งยังเป็นผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลกที่เปิดให้บริการในไทยมากกว่า 16 ปี ได้เปิดตัวโครงการ “WasteWatch” ที่โซเด็กซ์โซ่ทั่วโลกทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัท Leanpath กลุ่มผู้นำธุรกิจที่ได้มาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทั้งยังมุ่งมั่นในการลดขยะอาหารประจำวันในครัวโลก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้วยเทคโนโลยี และแอปพลิเคชั่นทันสมัย
โดยมุ่งมั่นเร่งรณรงค์การลดขยะอาหาร ช่วยสนับสนุนการขจัดความหิวโหย และช่วยลดภาวะโลกร้อน บริษัทจึงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดจำนวนขยะอาหาร และการสูญเสียอาหารระหว่างขั้นตอนการผลิตลงถึง 50% ภายในปี 2568
ปัจจุบันโซเด็กซ์โซ่เริ่มนำร่องโครงการ “WasteWatch” โดยนำไปบริหารจัดการให้กับกลุ่มลูกค้าในหน่วยงานสถานพยาบาล และโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในเมืองไทยแล้ว 7 แห่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการลดปริมาณขยะอาหารในองค์กรของลูกค้าแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน
“อาร์โนด์ เบียเลคกิ” ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า ความหิวโหย และปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนในวันนี้ นับเป็นวิกฤตระดับโลกที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ภายใต้การเพิกเฉยต่อขยะอาหารที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้น ในฐานะที่โซเด็กซ์โซ่เป็นผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลก เราจึงตระหนักถึงปัญหาระดับโลกนี้มาตลอดเวลา
“และวันนี้เราเร่งปฏิบัติในการต่อสู้กับขยะอาหารเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติที่กำลังอยู่ในท่ามกลางความหิวโหยทั่วโลก ด้วยการปรับใช้จากโครงการ ‘WasteWatch’ อย่างรวดเร็วสำหรับการบริหารจัดการให้แก่ลูกค้าของโซเด็กซ์โซ่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน เรายังมุ่งมั่นในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับลูกค้าและผู้บริโภคที่เราให้บริการ รวมทั้งติดตามขยะอาหารในสถานที่ที่เราให้บริการว่ามีมากน้อยเพียงใด และจะเผยแพร่ตัวเลขเหล่านี้ต่อสาธารณะเพื่อเป็นการกระตุ้นให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โซเด็กซ์โซ่มุ่งมั่นที่จะใช้โปรแกรมจากโครงการนี้เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการให้กับลูกค้ารายอื่น ๆ ในอนาคต”
“จิรโรจน์ (เชฟป็อบ) นาวานุเคราะห์” National Executive Chef โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การทำงานของโปรแกรมในโครงการ “WasteWatch” สามารถตอบโจทย์ช่วยเร่งการรณรงค์และจัดการกับขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถสนับสนุน และช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านเศรษฐกิจด้านการลดต้นทุน ด้านสิ่งแวดล้อมในการลดภาวะโลกร้อน ด้านสังคมเพื่อช่วยลดจำนวนผู้หิวโหยทั่วโลก และด้านกฎปฏิบัติในธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางที่ถูกต้อง
“เนื่องจากโครงการ WasteWatch เป็นแนวทางการบริการด้านอาหารแนวใหม่ ดังนั้น ทีมเชฟ และนักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดงานของโซเด็กซ์โซ่ จึงจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมและมีการสนับสนุนให้คิดอย่างสร้างสรรค์ตามวิธีที่บริษัทวางแผนการทำงานไว้ และเสิร์ฟอาหารเพื่อลดขยะที่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
“ซึ่งแนวทางการทำงานจาก WasteWatch จะช่วยป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเฉลี่ย 50% ทีมงานของโซเด็กซ์โซ่สามารถเก็บข้อมูลของขยะอาหารในแต่ละวัน แต่ละครัวได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจน ทำให้ทีมงานเกิดความเข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้การดำเนินงาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามเป้าหมาย เพื่อช่วยลดขยะอาหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นขยะอาหารที่เกิดในครัวหรือขยะอาหารจากผู้บริโภคเองก็ตาม”
กล่าวกันว่า การลดขยะอาหารโดยการวัดการจัดการ เพื่อควบคุมขยะอาหารในแต่ละมื้อด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจาก Leanpath ผู้นำธุรกิจด้านการบริหารจัดการด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานสูงสุดระดับโลก จึงทำให้โซเด็กซ์โซ่วางกลยุทธ์ และการดำเนินงานของโครงการ “WasteWatch” ดังนี้
หนึ่ง การส่งมอบเป้าหมายการลดขยะอาหารโดยการวัด การจัดการ และการควบคุมขยะอาหาร
สอง การมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภคผ่านการรายงานข้อมูลของขยะอาหาร
สาม การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพนักงานจะใช้เวลาน้อยลงในการจัดการกับขยะของเสีย
สี่ ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยการลดผลกระทบต่อน้ำ พลังงาน และสภาพภูมิอากาศ
ห้า ลดการซื้ออาหาร และทิ้งอาหารน้อยลง
หก ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ เพราะขยะอินทรีย์จะลดน้อยลง
ดังจะเห็นว่าการลดขยะอาหารสามารถช่วยกันสนับสนุนได้ทั้งจากผู้ผลิตอาหาร และผู้บริโภคอาหาร เพื่อช่วยลดความหิวโหยของเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก ดังนั้น จึงอยากให้ลองมาร่วมมือร่วมใจกันลงมือตั้งแต่วันนี้ เพื่อทำให้โลกของเราน่าอยู่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตในโลกนี้อย่างยั่งยืน