Skip to content

FTA “อินเดีย-อียู” รอฟื้นยกใหม่ “เยอรมนี” หัวหอกเจรจา

25 ต.ค. 2560 | 23:35น.
FTA “อินเดีย-อียู” รอฟื้นยกใหม่ “เยอรมนี” หัวหอกเจรจา

ความล้มเหลวในการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอินเดีย-สหภาพยุโรป (อียู) เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนตั้งแต่ที่มีการเจรจาครั้งแรกในปี 2007 โดยเฉพาะประเด็น “ข้อตกลงการค้าและการลงทุน” ซึ่งการเจรจาครั้งล่าสุดชะงักนานถึง 4 ปี เพราะจุดยืนที่แตกต่างของสองฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้าอุตสาหกรรมและการเข้าถึงตลาด

กระทั่งล่าสุด “เยอรมนี” ประกาศจุดยืนว่าจะเป็นหัวหอกทำให้ FTA อินเดีย-อียู บรรลุผล โดยแสดงความตั้งใจที่จะฟื้นการเจรจากับอินเดียอีกครั้ง ในระหว่างการเยือนอินเดียของคณะผู้แทนอียูในเดือนพฤศจิกายนนี้

โดยหลังการประชุมสุดยอดครั้งที่ 14 ระหว่างอินเดีย-สหภาพยุโรป (อียู) ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่มีนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานสภายุโรป และนายชอง-คลอด ชังเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เป็นผู้แทนเข้าร่วมหารือ เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์แบบทั่วไป

“อีโคโนมิกส์ ไทมส์” รายงานว่า ประเด็นการเจรจาระหว่างอินเดียและอียู ว่าด้วยเรื่องของการค้าการลงทุนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวมาก โดยอินเดียยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ทางอียูในเรื่องกำแพงภาษีขาเข้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ปัจจุบันเรียกเก็บสูงถึง 75-150% ซึ่งทางอียูต้องการให้ลดเหลือ 40% ส่วนภาษีรถยนต์เรียกร้องให้ลดเหลือ 30% จากปัจจุบัน 60-75% อีกทั้งยังจำกัดโควตานำเข้ารถยนต์ยุโรปเพียงปีละ 40,000 คัน แม้ว่ารัฐบาลอินเดียจะประกาศจะเพิ่มโควตาให้อีก 5,000 คัน แต่ไม่ได้ระบุปีที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ขณะที่อียูก็ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของอินเดียให้เปิดเสรีด้านแรงงานสู่ตลาดยุโรปมากขึ้น ซึ่งการเจรจาทั้ง 13 ครั้งที่ผ่านมา อินเดียมุ่งเรียกร้องให้อียูเปิดตลาดสำหรับสินค้าอินเดียมากขึ้น โดยปรับเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาด รวมถึงการตั้งมาตรฐานสินค้าและยอมรับมาตรฐานสินค้าร่วมกัน  “อียู” ถือว่าเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ขณะที่ “อินเดีย” เป็นคู่ค้าลำดับที่ 9 ของอียู โดยในปี 2016 มีปริมาณการค้าทวิภาคีอยู่ที่ 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้อียูยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการส่งออกของอินเดีย และ อียูถือเป็นนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญของอินเดีย โดยเฉพาะการลงทุนในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

กระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2000-2017 การลงทุนของยุโรปในอินเดียขยายตัวขึ้นอย่างน่าสนใจ อยู่ที่ 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 24% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้น

หนังสือพิมพ์ Livemint ของอินเดีย รายงานว่า “เบร็กซิต” อาจทำให้การเจรจา FTA ระหว่างอินเดียและอียูบรรลุผลสำเร็จง่ายขึ้น โดยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นางอังเกลา แมร์เคิล ผู้นำหญิงแห่งกรุงเบอร์ลิน ยืนยันกับผู้นำอินเดียในระหว่างการเยือนกรุงเบอร์ลินว่า จะเป็นผู้ผลักดันให้การเจรจาข้อตกลง FTA ระหว่างอินเดียและอียู บรรลุผล หรือมีความคืบหน้ามากขึ้น เนื่องจากทั้งอินเดียและอียูต่างก็ต้องการเชื่อมโยงกับตลาดนอกภูมิภาคเหมือนกัน

นักวิเคราะห์มองว่า การเจรจาครั้งล่าสุดที่มีการพูดถึงประเด็นอ่อนไหว เกิดขึ้นเมื่อปี 2013 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีวิกฤต เบร็กซิตเข้ามาเป็นปัจจัยเหมือนตอนนี้ หมายความว่า หากอียูต้องเสียกำลังหลักอย่างสหราชอาณาจักร (ยูเค) บวกกับแนวโน้มและผลวิจัยมากมายยืนยันว่า อินเดียจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินของโลก ดังนั้น การเจรจาในครั้งต่อไปเชื่อว่าจะคืบหน้า และต่างฝ่ายต่างยอมอ่อนข้อให้กันมากขึ้น โดยเฉพาะทางอียู

ขณะที่รัฐบาลอินเดียมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการหาตลาดรองรับแรงงานฝีมือชาวอินเดีย ซึ่งที่ผ่านมาพยายามยื่นข้อเสนอให้มีการเพิ่มโควตาแรงงานมากขึ้น รวมถึงวีซ่าที่ต้องการให้ขยายระยะเวลานานขึ้น แม้ว่า “ยูเค” จะเป็นโซนแรก เนื่องจากยูเคมีแรงงานอินเดียทักษะสูงอยู่มากที่สุด เมื่อเทียบกับแรงงานต่างชาติอื่น ๆ ทว่าการพบกันระหว่างผู้นำอินเดียกับนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ในประเด็นแรงงานกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนายกฯ นเรนทรา โมดี ได้เลย

อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงความต้องการให้อยู่ภายใต้ผลประโยชน์ที่ต่างฝ่ายพอจะรับได้ ผลลัพธ์อาจช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจของกันและกันได้ ยิ่งเยอรมนีที่เสมือน “แม่ทัพอียู” นั่งยันนอนยันว่า จะทำให้ FTA อินเดีย-อียูคืบหน้า เปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จมีแน่ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลา