เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,850 บาท
เจาะลึก ‘คุมาโมโตะ’ ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่น เผชิญแผ่นดินไหว 7.1 แมกนิจูด
World เจาะลึก ‘คุมาโมโตะ’ ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่น เผชิญแผ่นดินไหว 7.1 แมกนิจูด
ดูทั้งหมด

‘วิกฤตปาล์ม’ ใครน่าสงสารสุด

13 มี.ค. 2564 | 18:45น.
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
กษมา ประชาชาติ

วิกฤตปาล์มวนมาอีกปี หากเล่าแบบย่อย้อนไปเมื่อกันยายน ปี 2563 เกิดปัญหาสต๊อกน้ำมันดิบ (CPO) 5 แสนตัน ล้นเกินปริมาณที่สต๊อกเพื่อความมั่นคงที่ควรมี 2.5 แสนตัน ฉุด “ราคาตกเหลือ กก.ละ 3 บาท” กระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่ง เพื่อหนุนผู้ส่งออกเร่งระบายสต๊อกออกไปต่างประเทศ และส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล พร้อมใช้โครงการประกันรายได้ช่วยเกษตรกรที่ต้องเดือดร้อนจากราคาตกต่ำ

ผ่านมาถึงเดือนมกราคม 2564 สต๊อก CPO เริ่มลดลงเหลือ 1.5 แสนตัน และเริ่มวิกฤตเหลือ 90,000 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2564

เมื่อสถานการณ์ด้านซัพพลายตึงตัว-สต๊อกลด-ผลผลิตรอบใหม่จะออกปลายมีนาคม ก็เริ่มเห็นห้างจำกัดปริมาณการขายน้ำมันปาล์มขวดคนละ 1 ขวด หรือไม่เกิน 3 ขวดบ้าง

จังหวะนั้นระดับราคาผลปาล์มไต่ระดับขึ้นไปถึง กก.ละ 7 บาท ราคา CPO กก.ละ 39-40 บาท แพงกว่าราคาโลกที่ขาย กก. 25-27 บาท และหากคิดเป็นราคาน้ำมันปาล์มขวดต้องขายถึงขวดละ 55 บาท แต่ราคาที่ติดป้ายตามห้างยังอยู่ที่ 48-49 บาท “กรมการค้าภายใน” เลิกมาตรการอุดหนุนส่งออกทันที

2 สัปดาห์หลังจากนั้น อยู่ ๆ ชาวสวนก็โวยว่าถูกกดราคา กก.ละ 2 บาทในวันเดียว ทำให้ราคาผลปาล์มจาก กก.ละ 7 บาท เหลือ กก.ละ 5 บาท ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงปลายฤดู ขณะที่ภาพสต๊อกน้ำมันปาล์มขวดก็กลับมาพรึบเต็มชั้นราวกับเนรมิต และราคาเท่าเดิมคือ 48-49 บาท จึงเกิดคำถามว่าใครเล่นกลกับปาล์มน้ำมัน

ในห่วงโซ่การผลิตปาล์มต้นน้ำ-ปลายน้ำมี 3-4 ทอด นับจากชาวสวน-โรงสกัด-โรงกลั่น โรงงานไบโอดีเซล ไปถึงผู้ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันไทยมีการใช้น้ำมัน CPO เดือนละ 2.2 แสนตัน และเคยขึ้นไปมากที่สุด 2.5 แสนตัน เป็นการใช้ผลิตไบโอดีเซล 1-1.2 แสนตัน ที่เหลือเป็นการใช้แฝงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขณะที่ผู้ส่งออกไม่มีการใช้ในช่วงนี้ เพราะราคาของไทยแพงกว่าราคาตลาดโลก

แต่น่าแปลกใจ เมื่อไปถามชาวสวนกลับยืนยันว่า โรงสกัดไม่ใช่คนกดราคา และเมื่อถามโรงสกัดก็ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่ใช่ผู้กดราคา แต่โยนลูกไปที่ “ไบโอดีเซล” ว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด

เหตุผลที่มั่นใจว่าโรงสกัดไม่กดราคา เพราะปัจจุบันจำนวนโรงสกัดเพิ่มมากขึ้น มีกำลังผลิตล้น จนอยู่ในภาวะ “เฟ้อ” และไม่สามารถสับสวิตช์ไปใช้พืชอื่นแทนปาล์มได้ ดังนั้น โรงสกัดต้องแย่งกันซื้อปาล์ม เพื่อให้สามารถผลิตได้ไม่ขาดทุนจึงมีแต่จะช่วยให้ราคาปาล์มแพงขึ้น

ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันปาล์มขวด “เคย” เป็นผู้ที่เดือดร้อนที่สุดในอดีต เพราะกรมการค้าภายในจะต้องออกประกาศกำหนดราคาควบคุมแน่นอน แต่ใน “ปัจจุบัน” ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าต้นทุนสูง ราคาซีพีโอ ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งต่าง ๆ ที่แท้จริงต้องขายขวดละ 55 บาท ทำให้ “เลิกคุมราคา”

แต่หากผู้ผลิตจะขยับราคาน้ำมันปาล์มขวดขึ้นไปตามกลไกตลาด ย่อมเสี่ยงที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับ “น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันที่คุณภาพดี ทางผู้ผลิตจึงเลือกใช้วิธีลดกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มขวดไปเป็นรูปแบบอื่น เช่น ถุง ปี๊บ หรือขายเข้าโรงงานอุตสาหกรรม มาม่า ปลากระป๋องแทน ผู้บริโภคจะเห็นปาล์มขวดหายไปจากห้างแต่ไปโผล่ที่ตลาดหรือโชห่วย

ส่วน “ผู้ผลิตไบโอดีเซล” ก็อยู่ในภาวะที่กระอักเช่นกัน เพราะต้นทุนขึ้นไป กก.ละ 40 บาท แต่ต้องไปผสมเป็นบี 100 เพื่อขายไปผลิตไบโอดีเซล ไปขายในราคาที่ถูกขีดไว้ลิตรละ 27 บาท ถ้าแพงกว่านั้นก็ต้องใช้กองทุนน้ำมันไปชดเชย สุดท้ายกรรมจะมาตกอยู่ที่ผู้บริโภค

ฟังมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนทุกฝ่าย “ติดล็อก” กับปัญหาของตัวเอง โครงสร้างการผลิตปาล์มก็ดูบิดเบี้ยว

ภาครัฐซึ่งต้องสร้างความสมดุลทั้ง “ชาวสวนและผู้บริโภค” ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ทันทีที่ราคาปาล์มลดลง กก.ละ 2 บาท เหลือ 5 บาท (ซึ่งจริง ๆ ก็ยังเป็นราคาที่มีกำไรจากต้นทุน กก.ละ 3 บาท) แต่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ได้ลงพื้นที่ด้วยและสั่งการให้ตรวจสอบการจำหน่าย กำชับให้ดูแลเข้มข้น หากพบต้นเหตุการที่ผู้ทำตลาดปั่นป่วนต้องเอาผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ทำให้ราคาขยับขึ้นเป็น กก.ละ 6 บาทกว่าทันที

การดูแลฝั่งผู้บริโภค ถ้าหากปล่อยให้ราคาน้ำมันปาล์มขวดขยับจาก 48-49 เป็น 55 บาท ชาวบ้านต้องแบกรับภาระค่าครองชีพทันที 6-7 บาท แต่ครั้นจะประกาศราคาควบคุมเหมือนเดิม ก็แน่นอนว่าจะทำให้ปาล์มขวดหายเกลี้ยงไปจากชั้น

กระทรวงพาณิชย์จึงปรับสูตรใช้วิธีละมุนละม่อมและเงียบที่สุด ตะล่อมให้ผู้ค้าปลีกซึ่งเป็นกลางทางของห่วงโซ่การผลิตช่วย “ลดค่าธรรมเนียม” ลดต้นทุนช่วยโรงกลั่น และตรึงราคาช่วยผู้บริโภค ซึ่งประเมินว่าวิธีนี้น่าใช้แค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ผลผลิตใหม่ออก “ห้าง” ยังพอมีสต๊อกบางส่วน “คงอยู่ได้”

นี่จึงควรขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ช่วยทั้งชาวสวนให้มีรายได้กลับมา 1 บาท และช่วยชาวบ้านได้กินน้ำมันปาล์มถูกลง 7 บาท และขอบคุณห้างที่เสียสละ

แต่ประเด็นที่น่าห่วง ต้องมองข้ามชอตไปที่ “การแก้ปัญหาโครงสร้างอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมปาล์มเล่าให้ฟังว่า ในช่วง 30 ปี ปาล์มเคยเป็นอุตสาหกรรมที่ซันเซตไปแล้วหลายรอบ เมื่อก่อนปลูกเพียงแค่ 1 ล้านไร่ ถ้าอุตสาหกรรมแย่จริงๆ ตอนนี้คนคงเลิกปลูกไปหมดแล้ว แต่ทำไมจึงมีพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 6 ล้านไร่ ไม่เพียงเท่านั้นโรงสกัดปาล์มมีมากกว่า 19 โรงงานต้องแย่งกันซื้อผลปาล์ม เพราะไทยใช้กำลังการผลิตเพียง 50% เทียบกับมาเลเซียที่ใช้กำลังการผลิต 75%

ที่ผ่านมาไทยไม่เคยจำกัดจำนวนการขยายโรงสกัดว่ารัศมีพื้นที่เท่าไร เปิดได้กี่โรง ไม่เหมือนอ้อย ทำให้มีโรงงานเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากมีนโยบายส่งเสริมไบโอดีเซล คนนอกกระโดดเข้ามาลงทุนโรงสกัดจนตอนนี้ล้น ไม่สามารถย้ายหรือลดกำลังการผลิตได้เพราะลงทุนสูง จะให้เปลี่ยนไปใช้พืชอื่นก็ทำไม่ได้ จึงต้องติดอยู่ในวงจรนี้

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลแก้ปัญหาด้วย “การสร้างสมดุล” เช่น เมื่่อโรงงานไม่มีผลผลิตเข้าส่งเสริมให้ปลูก หรือเมื่อมีโรงงานลดลงก็สั่งโค่นปาล์ม

หลักการแก้ไขปัญหา “ราคาปาล์ม” มีแค่ 2 ทาง คือ เพิ่มราคา หรือลดต้นทุน

ที่ผ่านมารัฐบาลใช้วิธี “เพิ่มราคา” ด้วยการใช้นโยบายกระตุ้นการผลิตไบโอดีเซล ไฟฟ้า แต่ยังเหลืออีกขาหนึ่ง คือ การลดต้นทุน ทำอย่างไรจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น เช่นถ้ามีปาล์มเด็กอายุ 4-10 ปี จะให้ผลผลิตสูง 3.5 ตันต่อไร่ แต่ถ้าต้นปาล์มแก่อายุ 10-18 ปี ผลผลิตก็จะลดลงเหลือ 2 ตันต่อไร่ แต่หากไทยมีปาล์มที่อายุเกิน 25 ปี ต้องปลูกใหม่ เป็นต้น

ถามว่าไทยควรต้องแก้ปัญหาโครงสร้างอย่างไร เพื่อให้แข่งขันได้ ไทยมี “ยุทธศาสตร์ปาล์มในกระดาษ แต่ไม่เคยปฏิบัติจริงได้เลย” ใครคือคนที่น่าสงสารที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปาล์ม