เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
Economic อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
News อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
ดูทั้งหมด

ภารกิจ อว.สู้ภัยโควิด สร้างอาชีพ-ผลักสินค้าชุมชนยั่งยืน

08 พ.ค. 2564 | 08:41น.
ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล

การสร้างคนเคยเป็นหน้าที่สำคัญของสถาบันการศึกษาทุกระดับ แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกถูกล้อมด้วยโควิด-19 นอกจากจะเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศแล้ว ยังตามมาด้วยปัญหาปากท้องของประชาชนในทุกระดับที่ต่างได้รับผลกระทบคือจำนวน “คนตกงาน” มากขึ้น ผลเช่นนี้ จึงทำให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ “อว.” ต้องเพิ่มบทบาทในการสร้างงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ในแต่ละปี รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ลงลึกถึงระดับรากหญ้าด้วย

โดยประเด็นดังกล่าว “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ถึงบทบาทใหม่ ที่ต้องสอดประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกันในการแก้ปัญหามากกว่าการต่างคนต่างทำงาน

สำหรับโจทย์หลักของ อว.ตอนนี้คือเมื่อผลิตบัณฑิตออกมาป้อนตลาดแล้ว ยังต้อง “สร้างงาน” ไว้รองรับท่ามกลางการเลิกจ้าง ตอนนี้มีคนตกงานไม่น้อยกว่า 3 แสนรายในปี 2563 ซึ่งผ่านมา “ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์” บอกว่า รัฐบาลมองเห็นปัญหาว่าการตกงานนอกจากจะทำให้ไม่มีรายได้ ยังทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย

ฉะนั้น ความจำเป็นในการแก้ปัญหาเบื้องต้นคือต้องทำให้ประชาชนมีงานทำ และมีเงินอยู่ในกระเป๋าพอที่จะตั้งรับกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทีมงานในกระทรวงเรียกภารกิจนี้ว่า “ช่วยประชาชนทำมาหากิน”

เมื่อโจทย์สำคัญคือต้องมีงาน และมีเงินในกระเป๋านั้น อว.จึงมองก่อนว่าศักยภาพของแต่ละสถานที่ หรือแต่ละชุมชนเป็นอย่างไร ทั้งนั้นเพื่อหา “จุดขาย” ก่อนจะจัดโครงการเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งกระทรวง อว.มีโครงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเองไปแล้วทั่วประเทศโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่ ฉะนั้น จึงมีฐานข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้รู้ว่าควรโฟกัสไปที่อะไร เช่น สินค้าทางเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ที่จะนำมาเพิ่มมูลค่ามากกว่าขายเป็นกิโลกรัม

อว.เป็นกระทรวงแห่งการเรียนรู้ โดยมีภารกิจหลักคือการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของภาครัฐหรือภาคเอกชน ทั้งยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนวัตกรรมรวมอยู่ด้วย ตรงนี้ถือเป็นการทำงานที่ท้าทาย แต่ทั้งทีมงาน และ “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รัฐมนตรีว่าการ อว.มีความตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับสังคมไทย

“การช่วยประชาชนทำมาหากินที่ว่าคือไม่เพียงจะให้ความสำคัญกับอาชีพว่าจะสร้างรายได้มากน้อยแค่ไหน ยังมีสิ่งที่มองข้ามกันไปนั่นคือสินค้าที่จะขายคืออะไร และ mindset ก็สำคัญตรงที่ว่าผู้ขายจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อย่างไร”

“ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์” ขยายความว่าการช่วยคนทำมาหากิน จะต้องเกิดจากการตั้งคำถามว่าจะหาเงินเข้ากระเป๋าของประชาชนอย่างไร ซึ่งคำถามนี้สอดคล้องกับโครงการของภาครัฐในหลายโครงการ แต่ภาพรวมจะต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ BCG model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมขับเคลื่อนไปพร้อมกันคือ

1) เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรแล้วนำไปเพิ่มมูลค่า

2) เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) หรือการนำวัสดุต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

และ 3) เศรษฐกิจสีเขียว (green economy) โดยในส่วนนี้ อว.ได้มีโครงการที่เริ่มลงมือทำไปแล้ว ด้วยงบประมาณของกระทรวง อว.

จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาความร่วมมือกับมูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และ 4 หน่วยงานของกระทรวง อว. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), กรมวิทยาศาสตร์บริการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอีกหลายแห่ง โดยหน้าที่ของมูลนิธิ ณภาฯ จะเข้ามาช่วยในการสร้างแบรนด์ ทำตลาด และเสริมในสิ่งที่ อว.ยังขาดแคลนอยู่

ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจะทำหน้าที่นำความรู้สู่ชุมชน ส่วนด้าน วว. และกรมวิทยาศาสตร์บริการจะนำงานวิจัยของหน่วยงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างโครงการสกัดน้ำหอมจากดอกบัวแดงที่ดำเนินการมาแล้ว

ต่อมาพบว่าไม่สามารถผลิตได้ทั้งปี เนื่องจากดอกบัวแดงจะบานเพียงไม่กี่ฤดู จนทำให้ผลผลิตอาจขาดช่วง ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวง อว.ในการคิดค้นวิจัยถึงความเป็นไปได้ที่จะผลิตดอกบัวแดงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะนอกจากจะผลิตเป็นน้ำหอมแล้ว ยังผลิตเป็นเครื่องสำอางได้อีกด้วย

ทั้งนี้การพัฒนาดังกล่าวนี้ มูลนิธิณภาฯยังเตรียมขยายเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาในรูปของสารสกัดไปยังสินค้าอื่น ๆ ด้วย เพราะดอกไม้ในประเทศไม่ได้มีเพียงดอกบัวแดง, ดอกมะลิ และตะไคร้เท่านั้น ยังมีดอกไม้อีกหลายชนิดที่จะพัฒนาสินค้า เพิ่มมูลค่าได้สูงสุด อย่างเช่นสารสกัดดอกบัวแดงที่มีราคาสูงถึง 1,000 บาทต่อหยดได้

“ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. (เอนก เหล่าธรรมทัศน์) มองว่าอยากให้มีการผลิตในปริมาณน้อย แต่ได้เงินมาก เราได้ลงพื้นที่ เพื่อให้ความรู้ และดูแลชุมชนกันตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การวิจัย อย่างดอกบัวแดงมีความพิเศษคือจะบานในบางฤดูเท่านั้น

ฉะนั้น อว.ซึ่งมีหน่วยงานด้านการวิจัย และพัฒนาจะต้องมานั่งคิดวิเคราะห์ และดูว่าจะพิจารณาต่อกันอย่างไรที่จะทำให้ดอกบัวแดงสามารถบานได้หลายช่วงฤดู หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการสกัดก็ต้องดูให้สอดคล้องกับสารสกัด เพราะมีทั้งการสกัดเย็น สกัดร้อน”

“เพราะเดิมทีต้องเสียเงินให้กับต่างประเทศในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ทั้งน้ำหอม และสารสกัดต่าง ๆ นักวิชาการด้านนี้เคยให้ข้อมูลว่าเมืองไทยอากาศเหมาะกับพืชหลายอย่างที่จะนำมาทำสารสกัด และอื่น ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับกลิ่นซากุระที่สามารถใส่ได้กับทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่ขนม, สบู่อาบน้ำ และอื่น ๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงทำเพื่อออกมาเป็นสารสกัด เพื่อสร้างงานให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน”

“ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์” ยังบอกอีกว่าทั้ง 4 หน่วยงานที่ร่วมกันพัฒนาสินค้าชุมชนครั้งนี้ จะร่วมกันทำการศึกษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการยึดโยงกับ BCG model เพื่อให้เกิดความร่วมมือ โดยจะมีกรอบระยะเวลาอยู่ที่ 3 ปี สาระสำคัญคือ ศึกษา วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากพืชสมุนไพรไทยตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้กับประเทศไทย โดยผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ที่เล็งเห็นศักยภาพของผู้นำชุมชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยหมักจากกระถินป่า การพัฒนาทักษะด้านการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน อย่างสมุนไพร รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์

ตามแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนแต่ละประเภท เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วอแก้ว ที่รวมตัวกันจากทุกหมู่บ้านรวม 55 คน มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์คือ ข้าวอินทรีย์ ผักเคลหรือผักคะน้าใบหยัก และผักเชียงดา และจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าสินค้าขายได้ลดลง เราจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการแปรรูปเป็นของว่าง ส่วนผักเคลหรือผักคะน้าถูกนำมาพัฒนาในรูปแบบของว่างเช่นเดียวกัน เช่น เคลือบแห้ง และน้ำสกัดเคล ขณะที่ผักเชียงดานำมาพัฒนาเป็นชา เป็นต้น

ตามมาด้วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพอเพียง จากการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านน้ำจัน รวม 30 คน มีผลผลิตขึ้นชื่อคือ น้ำพริกลาบ ชาเชียงดา แต่เนื่องจากสินค้าเกษตรบางประเภทมีการปลูกเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ขายได้น้อยลง จึงเป็นหน้าที่ของ อว.และเครือข่ายที่จะร่วมกันแก้ปัญหา

ทั้งหมดนี้คือการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์อะไรก็ตาม