เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
Real Estate กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
“บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
Economic “บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
Columns ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
ดูทั้งหมด

“ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” ยันพื้นฐานบริษัทแข็งแกร่ง ยอดขาย Q 3 พุ่ง 35,185 ล้านบาท สวนทางราคาหุ้นดิ่ง

06 พ.ย. 2560 | 17:25น.

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ทำยอดขายไตรมาส 3 ได้สูงถึง 35,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนท่ามกลางภาวะตลาดที่กดดัน ถึงแม้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน และราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนของผลกำไรนั้น บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 3 ลดลง 5.6% จากปีที่ผ่านมาเท่ากับ 4,658 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 13.2% เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ 14.1% ส่วนอัตราการจ่ายเงินปันผลของปีนี้จะดีกว่าปี 2559 เนื่องจากกำไรสุทธิหลังหักภาษีครึ่งปีแรกใกล้เคียงปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 มีแนวโน้มกำไรขั้นต้นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะเห็นชัดเจนดีขึ้นในไตรมาส 1 ของปี 2561 โดยตั้งเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น 15% เพราะหลายปัจจัยกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น โดยราคาวัตถุดิบเริ่มอ่อนตัวลงแล้ว ในส่วนของค่าเงินยูโรมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

“วันนี้ถ้าเราดูราคาหุ้นของไทยยูเนียนเหมือนบริษัทมีปัญหามาก ทั้งที่บริษัทมีพื้นฐานดีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
กำไรของเรายังมากกว่าปีที่แล้ว ถ้าเปรียบกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเรามีผลประกอบการที่ดีกว่าคนอื่น
กำไรที่แข็งแกร่งในระดับกว่า 5,000 ล้านบาทมาทุกปี อย่างไรก็ตาม ปีนี้ทั้งปีความท้าทายอยู่ที่ราคาปลาทูน่า และปลาแซลมอนปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยขึ้นไปสูงสุดถึง 2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันราคาทูน่าเริ่มอ่อนตัวลงในไตรมาส 4 ของปีนี้ลงมาที่ระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ส่วนแรงกดดันเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินยุโรปที่อ่อนตัวจากเบร็กซิทตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ธุรกิจที่ยุโรปได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงพยายามควบคุมต้นทุน มีการตัดค่าใช้จ่าย ควบคุมประสิทธิภาพการทำงาน มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ มีการปรับโครงสร้างการทำงานในยุโรปและอเมริกา มีการยุบรวมออฟฟิศสำนักงาน เป็นต้น เพื่อควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายในด้านการขายและการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.1% ในไตรมาสที่ 3 (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรซึ่งเป็นการใช้จ่ายแบบครั้งเดียว มีผลทำให้อัตราอยู่ที่ 9.5%)

คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 มีแนวโน้มกำไรขั้นต้นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะเห็นชัดเจนดีขึ้นในไตรมาส 1 ของปี 2561 เพราะตอนนี้ผ่านมา 11 เดือนแล้ว” นายธีรพงศ์กล่าว

นายธีรพงศ์กล่าวยอมรับว่า สำหรับคาดการณ์รายได้ของปีนี้ ในบางธุรกิจอาจจะล่าช้าไปกว่าแผนที่วางไว้ เช่น ธุรกิจ Marine Ingredients โรงงานสกัดน้ำมันทูน่าออยล์ที่เยอรมันก่อสร้างล่าช้าไป 1 ไตรมาส รายได้ในส่วนนี้จะเห็นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 มีนัยสำคัญ เพราะมีมาร์จิ้นที่สูง รวมถึงธุรกิจ Food Service การเติบโตของธุรกิจนี้เป็นไปได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ต้องใช้เวลา

ส่วนการทำตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ในจีนทำได้ดี โดยทำตลาดหลักที่เซี่ยงไฮ้ และหัวเมืองหลักรอบ ๆ โดยเน้นในเรื่องการสร้างแบรนด์คิงส์ออสการ์ เพื่อความยั่งยืน ก่อนกระจายไปยังเมืองอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันสามารถทำยอดขายในจีนได้ 75 ล้านหยวน และปี 2561 วางเป้าหมายจะเติบโตเท่าตัว และวางแผนใน 5 ปีจะทำยอดขายให้ได้ถึง 700 ล้านหยวน

อย่างไรก็ตาม ยอดขายจากสินค้าแบรนด์ของไทยยูเนี่ยน ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี ยังคงอัตราส่วนคงเดิมที่ 43% ที่เหลือมาจากธุรกิจการรับจ้างผลิตและธุรกิจบริการทางด้านอาหาร สหรัฐฯยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมียอดขาย 38% จากยอดรวมทั้งหมดในช่วงเก้าเดือนแรกของปี ตามด้วยตลาดยุโรป 32% ส่วนตลาดในประเทศมียอดขายอยู่ที่ 10% ญี่ปุ่น 6% และตลาดอื่นๆ อีก 14% ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ตลาดที่ไทยยูเนียนอ่อนแอคือ ตลาดเอเซีย จึงมีแผนขยายตลาดส่วนนี้ให้เติบโตมากขึ้น อย่างยั่งยืนโดยการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง แต่ตลาดตะวันออกกลางคงจะชะลอแผนการลงทุน เพราะมีปัญหาทางการเมือง ทำให้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในพื้นที่ในปัจจุบัน

นายธีรพงศ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ในไตรมาส 3 มียอดขายเติบโตสูงสุด 2.9 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็น 4,580 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ambient) เพิ่มขึ้น 2.4% มาเป็น 15,836 ล้านบาทจากปีที่แล้ว เนื่องจากราคาปลาทูน่าสูงขึ้น ในขณะที่ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นของบริษัท ลดลง 2.4% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 14,770 ล้านบาท แปรรูปในทวีปยุโรปซบเซาและค่าเงินสกุลหลักอ่อนตัว รวมถึงราคาปลาทูน่าที่ยังสูงขึ้น

ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็น 4,617 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นแค่ 0.8% จากปีที่แล้ว เป็น 101,430 ล้านบาท

ด้านธุรกิจของเรด ล็อบสเตอร์ ในสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่ง สามารถทำกำไรสุทธิได้ 380 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 โดยกำไรส่วนใหญ่ได้มาจากมาตราการการประหยัดภาษี และอัตราดอกเบี้ย

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ ยังคงรักษาระดับอยู่ที่ 1.37 เท่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ถึงแม้จะมีความกดดันจากราคาวัตถุดิบและเงินทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น

สำหรับเป้าหมายของไทยยูเนี่ยนที่วางไว้ว่า จะทำรายได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 นั้น นายธีรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้คงไม่ทบทวนตัวเลข เพราะยังมีความเป็นไปได้มี แต่ความสำคัญในวันนี้คือการทำกำไรให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติให้ได้ จะไม่เน้นรายได้ที่เติบโตเป็นหลัก แต่จะเน้นรายได้ที่สร้างผลตอบแทนที่ดี

ยกตัวอย่างการลงทุนในเรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด ผู้ดำเนินกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าตัดสินใจควบรวมรายได้ของเรด ล็อบสเตอร์ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเข้ามา แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของเป้ารายได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 แต่ขณะนี้ไทยยูเนียนไม่ได้ต้องการทำเพียงเพื่อให้รายได้ถึงเป้าเท่านั้น แต่ต้องการเห็นการทำกำไรที่ดีให้กับบริษัทมากกว่า รวมถึงเรื่องการแปลงสภาพหุ้นกู้ 24% ของเรดล็อบสเตอร์ จะพิจารณาอีกครั้งในปี 2019

“ปีนี้จะไม่เน้นเรื่องการซื้อกิจการ (M&A) เพราะในแง่รายได้ยังมีความสามารถที่จะสร้างการเติบโตได้เพียงพอ แต่จะให้ความสำคัญในแง่อัตราการทำกำไรมากกว่า เพราะที่ผ่านมาต่ำกว่ามาตรฐานค่อนข้างมาก ก่อนหน้านี้อัตรากำไรขั้นต้นของไทยยูเนียนเคยอยู่ระดับ 15-17% ดังนั้น ปัจจุบันระดับอัตรากำไรขั้นต้น 14% คือ ถือเป็นขั้นต่ำ และไม่ควรต่ำกว่านี้ เราจึงมาเน้นการปรับปรุงโอเปเรชั่นให้มาก” นายธีรพงศ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

TU ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป