market move
กรุงนิวยอร์กหนึ่งในมหานครเอกของโลก และศูนย์กลางทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับบททดสอบใหม่ซึ่งผลลัพธ์อาจกลายเป็นต้นแบบให้กับธุรกิจทั่วโลกในยุคที่โรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ากำลังระบาดหนัก
นั่นคือมาตรการที่กำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ อาทิ ร้านอาหาร ฟิตเนส และโรงละคร ให้บริการได้เฉพาะผู้ที่แสดงหลักฐานว่าได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส ในขณะที่ภาคธุรกิจเอง พนักงานทุกคนต้องฉีดวัคซีนแล้วเช่นกัน
ทำให้นิวยอร์กกลายเป็นเมืองใหญ่แห่งแรกของสหรัฐที่บังคับใช้มาตรการลักษณะนี้
สำนักข่าว “ซีเอ็นบีซี” รายงานว่า กรุงนิวยอร์กเริ่มใช้มาตรการนี้ตั้งแต่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ในลักษณะของช่วงผ่อนผันก่อนจะบังคับแบบเข้มงวดในวันที่ 13 กันยายนเป็นต้นไป ทำให้แต่ละธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทันในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการหลายรายได้สะท้อนถึงความท้าทายในการปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกำลังคน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับพนักงานและผู้บริโภคที่ไม่สามารถรับวัคซีนเพราะเหตุจำเป็นทางการแพทย์ หรือศาสนา เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเมื่อ ก.ค. ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มมีตำแหน่งงานว่างถึง 8.4% จนร้านอาหารหลายแห่งต้องปรับขึ้นค่าแรง และให้โบนัสเพื่อดึงดูดแรงงาน
“ไบรอัน นิโคล” ซีอีโอของชิโปเล เชนร้านอาหารเม็กซิกันรายใหญ่ กล่าวว่า รัฐต้องรีบกำหนดมาตรการที่ชัดเจนออกมา ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
สอดคล้องกับความเห็นของ “อาร์ท เดอโพล” เจ้าของร้านอาหารในย่านแมนฮัตตัน ที่กล่าวว่า พนักงานจำนวนหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนขู่ว่าจะลาออก หากร้านบังคับใช้มาตรการของรัฐ ขณะเดียวกันการตรวจหลักฐานการรับวัคซีนของลูกค้ายิ่งทำให้ต้องใช้พนักงานเพิ่มขึ้น และการรับมือกับลูกค้าที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นอีกความท้าทายที่ร้านและพนักงานต้องเผชิญ
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เนื่องจากแต่ละประเทศใช้วัคซีนต่างชนิดกัน และฐานข้อมูลผู้รับวัคซีนก็ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้การตรวจยืนยันหลักฐานแทบจะเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่น กรณีของ “สเตซี วิลดิซ” ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจค้าปลีก ซึ่งได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากอังกฤษ สะท้อนประสบการณ์ว่า ไม่สามารถใช้บริการต่าง ๆ ทั้งฟิตเนส หรือร้านอาหารได้ เนื่องจากคิวอาร์โค้ดยืนยันการรับวัคซีนที่ออกโดยบริการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ (NHS) ไม่สามารถใช้ในสหรัฐอเมริกาได้
และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ไม่อยู่ในรายชื่อวัคซีนที่หน่วยงานของนิวยอร์กกำหนดให้ประชาชนต้องฉีด ซึ่งประกอบด้วยโมเดอร์น่า ไฟเซอร์ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีผลบวกอยู่ เนื่องจากทำให้ทั้งผู้บริโภคและพนักงานมั่นใจในการมาใช้บริการและมาทำงานมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยลดปัญหาการขาดพนักงานเพราะต้องกักตัวหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อลงได้
ขณะนี้นอกจากนิวยอร์กแล้ว เมืองใหญ่อีกหลายแห่งในสหรัฐเริ่มนำมาตรการลักษณะเดียวกันมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีมาตรการเข้มข้นกว่า โดยเตรียมบังคับให้ผู้ใช้บริการธุรกิจหลายประเภทต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.เป็นต้นไป ส่วนภาคธุรกิจมีเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อรวบรวมหลักฐานการฉีดวัคซีนของพนักงาน ส่วนลอสแองเจลิสอยู่ระหว่างการศึกษาและร่างแผนของตนเองเช่นกัน