เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
Biz Movement SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
Business คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
ดูทั้งหมด

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ โควิดยืดเยื้อ เฮลท์แคร์เปลี่ยนทิศ

18 ก.ย. 2564 | 16:55น.
สัมภาษณ์พิเศษ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้แนวโน้มการติดเชื้อรายใหม่ที่ดูจะลดลงเหลือ 13,000-15,000 ราย/วัน หลังจากผ่านจุดพีกกว่า 20,000 ราย/วัน แต่ทว่าก็เป็นกราฟขึ้นลงเป็นระยะ ความท้าทายดังกล่าวไม่เพียงแต่เร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจเพื่อรับมือ 360 องศา อีกมุมหนึ่งยังสร้างผลกระทบร้าวลึกทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจโรงพยาบาลหรือเฮลท์แคร์

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์” รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) เชนโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ ที่เป็นโรงพยาบาลเอกชนรายแรก ๆ ที่เทกแอ็กชั่นเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด ทั้งการให้ความรู้ เรียกร้องวัคซีน ตลอดจนการสร้างโรงพยาบาลสนามเพื่อรับผู้ป่วยโควิดอาการวิกฤตต่อเนื่อง

Q : ที่มาที่ไปของการทำโรงพยาบาลสนาม

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2563 ที่เริ่มมีโควิดใหม่ ๆ ธนบุรี เป็น รพ.เอกชนรายแรก ๆ ที่ออกมาพูดเรื่องโควิด โดยท่านประธาน (นพ.บุญ วนาสิน) สั่งให้เตรียมการรับมือ เพราะ THG มี รพ.อยู่ในประเทศจีน และจากข้อมูลที่ได้มาจากประเทศจีน เชื้อตัวนี้ไม่เหมือนตัวอื่น ต้องซีเรียส

ตอนแรกหลายคนอาจจะคิดว่าคล้ายกับโรคซาร์ส (2546) ที่มาราว 5-6 เดือน คนตายไป 3,000 คน แล้วหายไป แต่นี่มันไม่ใช่ กลุ่มธนบุรีจึงค่อนข้างตื่นตัว ช่วงระลอกที่ 1 ได้สร้าง รพ.สนาม ย่านบางซื่อ-จตุจักร แต่ 3 เดือนมันก็หมดไป จากนั้นก็มีระลอกใหม่ตามมา โดยเฉพาะระลอก 3-4 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

ล่าสุดก็ทำ รพ.สนาม มทบ.11 จำนวน 300 เตียง รับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเหลืองและสีแดง ลงทุน 300 ล้านบาท มีไอซียูสนามห้องความดันลบ ซึ่งปกติแล้วการทำห้องไอซียูจะใช้งบประมาณสูงมาก ห้องละหลักล้านบาท และถ้าจะให้คืนทุนต้องใช้เป็นหลัก 10-20 ปี ตอนแรกคิดว่าจะใช้ไม่นาน ก็คิดว่าไม่ได้เงินคืนแน่ ๆ

แต่ตอนนี้ต้องคิดใหม่ รพ.สนาม ต้องอยู่ไปอย่างน้อยถึงกลางปี 2565 และหากยังคงมีการติดเชื้อเพิ่มเรื่อย ๆ เครือข่ายพันธมิตรถ้าไม่อยากจะให้ผู้ติดเชื้อโควิดปนในห้องไอซียูทั่วไปก็ส่งมาให้เราได้ ในอนาคตถ้ายังใช้ได้ดี ก็อาจเป็น รพ.เฉพาะทางไปเลยก็ได้ เหมือนแต่ก่อนที่มี รพ.เฉพาะทางวัณโรค หรือนิคมโรคเรื้อนโดยเฉพาะ

ตอนแรกการสร้างไอซียูสนาม เราไม่ได้คิดเชิงธุรกิจเลย แต่ขณะนี้เราทำเกินหน้าที่ แต่ถ้าไม่ทำ คิดง่าย ๆ ที่นี่มีเตียง 300 เตียง และกลุ่มเหลืองแดงต้องใช้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ ถ้าไม่มี รพ.สนาม ตรงนี้ 300 คนตายทันที ช่วงวิกฤตโควิดจะสะท้อนให้เห็นไมนด์เซตแต่ละองค์กร สำหรับธนบุรีต้องทำให้ได้มาตรฐาน ความปลอดภัยต้องมาก่อน เรื่องเงินไม่ต้องสน ถ้าดีเดี๋ยวได้คืนเอง นี่คือคีย์เวิร์ดขององค์กรเรา

Q : โควิดที่ยืดเยื้อส่งผลต่อธุรกิจ-เศรษฐกิจมาก

ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการณ์กันว่า โควิดน่าจะจบภายในสิ้นปี 2563 แต่ขณะนี้เราอยู่ในไตรมาส 3/2564 ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลง แม้ในกลางปี 2565 การฉีดวัคซีนน่าจะเกือบเต็มประเทศแล้ว แต่หลักฐานก็ปรากฏออกมาแล้วว่า ฉีดแล้วก็สามารถติดเชื้อได้

เรามีข้อมูลปัจจุบันกันอยู่แค่นี้ บอกตามตรงว่าตอนนี้ไม่มีใครรู้อนาคต และโดยส่วนของเรามองว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีก 4 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อสัก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนในวงการวัคซีนในสวิตเซอร์แลนด์ เขาคาดการณ์ว่าโควิดอาจจะอยู่ไปอีกถึง 8 ปี

แต่ถ้าพูดในมุมความเสียหายทางเศรษฐกิจ จีดีพีโลกจะหายไปราว 10% ทั้งธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจกลางคืน ร้านอาหาร หรือคิดง่าย ๆ แค่เรื่องการเว้นระยะห่าง

อาทิ นวดแผนไทย นี่ถือว่าน่ากลัว เพราะในระยะถัดไปที่โควิดยังคงอยู่อีกหลายปี กิจการดังกล่าวอาจจะต้องทำในรูปแบบส่วนบุคคล ไม่สามารถทำแบบเป็นอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ผ่านมา

หรือธุรกิจการแพทย์อย่างทันตกรรมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เช่น อาจต้องตรวจ ATK ก่อนรับบริการ หรือทันตแพทย์ต้องใส่ชุดป้องกันเต็มขั้นเพื่อความปลอดภัย

นั่นย่อมแปลว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาลเพิ่มเข้ามา หรือความกังวลผู้บริโภคทำให้ไม่กล้ามาหาหมอ แค่ผู้บริโภคใช้บริการลดลงครึ่งหนึ่ง ยอมทนปวดฟันหน่อย แค่นี้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมก็หายไปเกินครึ่งแล้ว

Q : ผลกระทบจากโควิดจะทำให้เทรนด์ธุรกิจโรงพยาบาลเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่

โควิดเปลี่ยนแปลงการแพทย์ในหลายด้าน ทำให้คนไม่ค่อยอยากมา รพ. เพราะกลัวติดเชื้อ ช่วงโควิดแรง ๆ คนไข้จะหายไป 2-3 เดือน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมา รพ.อยู่ดี เทเลเมดิซีน หรือการแพทย์ทางไกลช่วยได้แค่เป็นด่านหน้า ดูอาการทั่วไปแบบพื้นฐาน

แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาตรวจอย่างละเอียดที่ รพ. ประกอบกับการสั่งผ่าตัดต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ในระบบเทเลเมดิซีน

รพ.ใดที่รักษาโรคพื้น ๆ เช่น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ตรงนี้สามารถแทนที่ด้วยเทเลเมดิซีนได้ ก็จะค่อนข้างลำบาก ขณะที่ รพ.ที่รับเมดิคอลทัวริซึ่ม ลูกค้าต่างประเทศ ยังลำบาก แม้จะมีการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาแล้ว

แต่การเดินทางปัจจุบันมันยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่กลุ่มที่ต้องการรักษาด่วนจริง ๆ ก็จะไม่มา ซึ่งกลุ่มที่รักษาด่วนยังมีอัตราส่วนที่น้อยมาก ๆ แต่เมดิคอลทัวริซึ่มกลับมาแน่ ๆ แต่กลับมาได้ตอนไหนยังไม่ชัดเจน

ส่วนในด้านการสร้าง รพ.ใหม่ ๆ โควิดทำให้มาตรฐาน รพ.เปลี่ยนแปลงไป เช่น รพ.ศิริเวช ในเครือธนบุรี ที่จังหวัดจันทบุรี ได้ลงทุนสร้างตึกใหม่ 700-800 ล้านบาท ต้องปรับห้องไอซียูใหม่ทั้งหมด โดยทำชั้นหนึ่งเป็นไอซียูความดันลบสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ลงทุนทำถึง 20 ห้อง จากช่วงก่อนเกิดโควิด

ปกติมีห้องไอซียูความดันลบเพียง 2-3 ห้องเท่านั้น เพราะไม่ค่อยได้ใช้กันเท่าไร ประกอบกับราคาการสร้างค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ โดยทั่ว ๆ ไป รพ.อาจจะมีการปรับแยกโซนต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างถ้าคนมีอาการไข้ ไอ จาม เจ็บคอ อาจต้องไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่มีอาการได้ลดความกลัว และกลับมาเข้า รพ.ได้ตามปกติ

ส่วนด้านการลงทุนขยายเครือข่าย รพ. เชื่อว่า M&A จะเยอะขึ้น แต่เป็นในรูปแบบ รพ.ขนาดเล็กมาคอลแลบ หรือร่วมกันในหลายด้านมากขึ้น ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การทำตลาดร่วมกัน เช่น เคสจองวัคซีน เป็นต้น หรือกระทั่งแชร์รีซอร์ซิ่งกัน เพื่อช่วยเหลือกัน