Skip to content

ธปท.คุมร้านค้า 8 ล้านแห่ง รับชำระเงิน QR-งัดกฎหมายฟอกเงินขู่

05 พ.ย. 2564 | 11:19น.
ธปท.คุมร้านค้า 8 ล้านแห่ง รับชำระเงิน QR-งัดกฎหมายฟอกเงินขู่

แบงก์ชาติสั่งยกระดับตรวจสอบร้านค้ารับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์-คิวอาร์โค้ดทั่วประเทศกว่า 8 ล้านราย ออกไกด์ไลน์ให้สถาบันการเงินตรวจสอบ-ติดตามความเสี่ยงร้านค้าใกล้ชิด สกัดช่องทางทุจริต-ฟอกเงิน บังคับใช้ 1 ม.ค. 65 เพิ่มมาตรการติดตามความเสี่ยงร้านค้า กำหนดเกณฑ์เสี่ยงร้านค้า 3 กลุ่ม พร้อมทำรายชื่อร้านค้า “วอตช์ลิสต์” “กสิกรไทย-กรุงศรีฯ-เคทีซี” ขานรับตรวจสอบร้านค้าปีละครั้ง เพิ่มความเข้มงวดร้านค้าเสี่ยง-กำหนดวงเงินตามประเภทธุรกิจ ชี้พบความผิดปกติพร้อมยกเลิกให้บริการทันที

ธปท.ทำไกด์ไลน์คุมเสี่ยงร้านค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือร้านค้าออนไลน์ มีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการทำธุรกรรมผ่านเครื่องรับบัตร (EDC) และการให้บริการชำระผ่าน QR code เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ 4 ตุลาคม 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศแนวนโยบายการรู้จักและการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้าสำหรับการรับชำระเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (know your merchant) หรือ KYM เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจชำระเงินใช้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ในการรู้จักและบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า

เนื่องจากที่ผ่านมามาตรฐานการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้าที่แตกต่างกัน และการประเมินความเสี่ยงที่ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้การรับชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางทุจริต การฟอกเงิน หรือการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อลูกค้าได้

ดีเดย์บังคับใช้ 1 ม.ค. 65

ดังนั้น ธปท.จึงกำหนดแนวนโยบาย KYM ให้ผู้ประกอบธุรกิจชำระเงิน ใช้เป็นแนวปฏิบัติขั้นต่ำ ในการกำหนดกระบวนการรู้จักและการบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า ได้แก่ 1.จัดให้มีการประเมินและจัดระดับความเสี่ยงร้านค้า ตามรูปแบบลักษณะและประเภทธุรกิจ และต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นขั้นต่ำ

และ 2.กำหนดนโยบายการรู้จักร้านค้า การบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุมภายใน การติดตามตรวจสอบและทบทวนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของร้านค้า โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท และจัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายมาตรการบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุมภายในและติดตามตรวจสอบความเสี่ยงและปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โดย ธปท.ประกาศนโยบาย KYM ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565

ทั้งนี้ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2564 มีร้านค้าติดตั้งเครื่องรับบัตรเครดิต/เดบิต (EDC) ทั้งหมด 9 แสนเครื่อง และร้านค้าที่รับชำระผ่าน QR code จำนวน 7.2 ล้านราย รวมร้านค้าทั้งหมดราว 8.1 ล้านราย ที่จะต้องถูกตรวจสอบข้อมูลและประเมินความเสี่ยง

แบ่งกลุ่มร้านค้า 3 ระดับเสี่ยง

ธปท.กำหนดการจัดระดับความเสี่ยงร้านค้า จัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.ร้านค้าทั่วไป คือประเมินแล้วว่าขายสินค้าหรือบริการทั่วไป 2.ร้านค้าที่เข้าลักษณะความเสี่ยงสูง โดยประเมินจากปัจจัยความเสี่ยง เช่น ประเภทสินค้าหรือบริการ ช่องทางการขาย รูปแบบธุรกิจ สถานที่ตั้งเข้าลักษณะตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และ 3.ร้านค้าที่เข้าลักษณะต้องห้าม คือประเมินแล้วว่าขายสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่งอย่างใดต้องห้ามโดยกฎหมายชัดแจ้ง

สำหรับแนวปฏิบัติในการรู้จักและบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่รู้จักจนถึงติดตามตรวจสอบและยุติความสัมพันธ์ ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงร้านค้า โดยร้านค้าทุกแห่งปฏิบัติตามแนวปฏิบัติขั้นต่ำ ได้แก่

1.การรู้จักร้านค้าเพื่อให้บริการรับชำระเงิน (on boarding) ผู้ประกอบธุรกิจต้องทำความรู้จักเจ้าของร้านค้า (KYM) ทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โดยการพิสูจน์ยืนยันตัวตน (KYC) สำหรับการเปิดบัญชีเงินฝาก หรือเปิดใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และต้องพิสูจน์ทราบข้อมูลและหลักฐานร้านค้าให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของธุรกิจและความเป็นปัจจุบันของข้อมูลร้านค้า

ขึ้นบัญชีร้านค้า Watch List

2.การบริหารติดตามความเสี่ยงร้านค้า (on going monitoring) โดยผู้ประกอบธุรกิจบริการชำระเงิน ต้องตรวจสอบความเสี่ยง ความเคลื่อนไหวของธุรกรรมรับชำระเงินของร้านค้า เพื่อทราบถึงระดับความเสี่ยงร้านค้าที่อาจจะเปลี่ยนไป เช่น การเปลี่ยนแปลงประเภทสินค้าหรือรายได้จากการขายสินค้า พร้อมทั้งจัดทำรายงานชื่อกลุ่มร้านค้าที่จ้องติดตามอย่างใกล้ชิด (watch list) ด้วย และในกลุ่ม “ร้านค้าเสี่ยงสูง” ก็ต้องมีแนวปฏิบัติเพิ่มเติม ที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจสอบหลักฐานการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงการไปตรวจสอบหน้าร้าน หรือตรวจสอบข้อมูลช่องทางขายออนไลน์

ส่วนกรณี “ร้านค้าที่เข้าลักษณะต้องห้าม” ผู้ให้บริการชำระเงินก็จะต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการให้บริการหรือสนับสนุน หรือส่งเสริมให้เกิดการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย

เคแบงก์ขานรับเข้มร้านค้า

นายอมร สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารได้นำหลักการของ ธปท.มาปรับใช้ 3 ด้าน คือ 1.การพิสูจน์ทราบข้อมูลและหลักฐานร้านค้า โดยการรู้จักตัวตนทุกราย ให้มีการระบุชื่อร้านค้า ที่ตั้งร้านค้า ประเภทสินค้า/บริการ อย่างไรก็ดี ร้านค้าที่มีความเสี่ยงตามเกณฑ์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะขอเอกสารเพิ่มเติม เช่น เอกสารการจดทะเบียน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ โดยจะกำหนดวงเงินการรับชำระ (control limit) ทุกร้านค้าตามความเหมาะสมของกลุ่มลูกค้าและประเภทธุรกิจ

และ 2.การพิสูจน์ทราบร้านค้าโดยดูข้อมูล blacklisted ของธนาคาร และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย ว่าสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่ระบุไว้หรือไม่ มีการซื้อขายจริงหรือไม่ กรณีธุรกิจมีความเสี่ยงจะขอหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม และ 3.การติดตามความเสี่ยงด้วยระบบ fraud monitoring เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ต้องสงสัยและการทุจริตของร้านค้า เช่น มีจำนวนธุรกรรม หรือยอดขายสินค้าไม่สอดคล้องกับประเภทธุรกิจ หากพบความผิดปกติและหากตรวจสอบพบว่าร้านค้ามีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดความเสียหาย ธนาคารจะดำเนินการยกเลิกให้บริการร้านค้าต่อไป

“รวมทั้งธนาคารมีการบริหารความเสี่ยงตามแนวทางผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรระหว่างประเทศมาใช้ในการประเมินความเสี่ยง และดำเนินตาม KYM อยู่แล้ว และจะมีการตรวจสอบหน้าร้านกลุ่มที่มีความเสี่ยงตอนติดอุปกรณ์ EDC เพิ่มเติม โดยปัจจุบันธนาคารมีจำนวนร้านค้า 1.9 ล้านร้านค้า (รวมร้านค้าบน KPLUS) และร้านค้าที่ติดอุปกรณ์ EDC/mPOS ประมาณ 3 แสนเครื่อง”

รีวิวข้อมูลร้านค้าปีละ 1 ครั้ง

นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีนโยบายการรู้จักร้านค้า หรือ KYM โดยเฉพาะร้านค้าที่จะรับทำแผนผ่อนชำระสินค้าจะต้องมีการเช็กประวัติร้านค้า ซึ่งจะมีการสอบทานธุรกิจ รวมถึงมีการทำสัญญาข้อตกลงการรู้จักตัวตนในการคัดกรองร้านค้าด้วย

นอกจากนี้ จะมีทีมงานบริหารความเสี่ยงร้านค้า หรือทีมป้องกันการทุจริตในการตรวจสอบร้านค้าปีละ 1 ครั้ง หากพบสัญญาณความผิดปกติของธุรกรรมหรือมีลูกค้าร้องเรียน จะมีมาตรการป้องปราบ ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันผู้ให้บริการบัตรเครดิตมีมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาร้านค้าสมาชิกเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมีการตรวจสอบข้อมูลร้านค้าต่อเนื่อง

“การซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตร และจำนวนร้านค้าสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แนวทาง ธปท.ออกมาเพื่อให้ทันกับโลกดิจิทัล โดยเพิ่มความระมัดระวังและมีการตรวจสอบความเสี่ยงเข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต ซึ่งเราก็มีนโยบายการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงเป็นประจำอยู่แล้ว”

KTC ชี้ปกป้องผู้บริโภค

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ควบคุมงานปฏิบัติการและบริการร้านค้า บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธปท.ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงร้านค้ารับบัตร เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งอุตสาหกรรมให้มีความชัดเจนขึ้น จากเดิมไม่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ทั้งนี้ แนวทางการบริหารความเสี่ยงร้านค้าจะแตกต่างกันในแต่ละสถาบันการเงิน แต่มีการดำเนินการปกติอยู่แล้ว ในส่วนของเคทีซีจะสำรวจร้านค้าปีละครั้ง และมีการทบทวนหลายด้านครอบคลุมทุกมิติ หากเป็นร้านค้าที่มีความเสี่ยงสูงจะมีการรีวิวถี่ขึ้น และพิจารณาถึงธุรกรรมการรับบัตรถูกต้องหรือไม่ มีการทุจริต หรือมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปจากเดิมหรือไม่ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากร้านค้า โดยปัจจุบันเคทีซีมีเครื่อง EDC ราว 1 หมื่นเครื่อง

“ธปท.ต้องการสร้างกรอบเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบร้านค้า เพราะเดิมยังไม่มีกรอบชัดเจน ซึ่งเกณฑ์นี้จะได้ครอบคลุมร้านค้าที่เกิดขึ้นใหม่ให้มีความปลอดภัยสำหรับลูกค้ามากขึ้น เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็วจึงต้องมีการรู้จักร้านค้าด้วย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธปท.