เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
Biz Movement กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
“ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
SD “ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
Business สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
‘ธิปธนาแลนด์’ เมืองแปดริ้ว ปั้นชาใบหม่อนผสมข้าว เจาะกลุ่มเวลเนส
Economic ‘ธิปธนาแลนด์’ เมืองแปดริ้ว ปั้นชาใบหม่อนผสมข้าว เจาะกลุ่มเวลเนส
บูม Health & Wellness ในเวที WTM 2026 ปลุกตลาด UK-ยุโรป
Business บูม Health & Wellness ในเวที WTM 2026 ปลุกตลาด UK-ยุโรป
เนรมิตคูโบต้า พาวิลเลียน โซลูชั่นเพื่ออนาคตเกษตรไฮเทค
Economic เนรมิตคูโบต้า พาวิลเลียน โซลูชั่นเพื่ออนาคตเกษตรไฮเทค
“สุชาติ” รื้อถอนหาดฟรีด้อม คืนหาดทราย ของขวัญปีใหม่คนไทย
Economic “สุชาติ” รื้อถอนหาดฟรีด้อม คืนหาดทราย ของขวัญปีใหม่คนไทย
“พิพัฒน์” เร่ง 2 โปรเจ็กต์ทล. 4 เชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย
Economic “พิพัฒน์” เร่ง 2 โปรเจ็กต์ทล. 4 เชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย
‘องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน’ กังวล สื่อไทยใต้อิทธิพลจีน สู่มณฑลไท่กั๋ว
World ‘องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน’ กังวล สื่อไทยใต้อิทธิพลจีน สู่มณฑลไท่กั๋ว
เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ ‘โซลาร์รูฟท็อป’
สามัญสำนึก เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ ‘โซลาร์รูฟท็อป’
ดูทั้งหมด

มหกรรมก่อหนี้ที่ “อินโดนีเซีย” การจราจรในกรุงจาการ์ตา-

30 พ.ย. 2560 | 07:00น.

เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ในยามนี้ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่รถติดหนึบมากที่สุดในโลก ชนิดที่ระยะทางซึ่งเคยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง กลับต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

หนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือ ในยามนี้จาการ์ตามีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางอันเดอร์พาส, โอเวอร์พาส รวมถึงขนส่งมวลชนทางราง กินพื้นที่การจราจร ทางเท้า และปิดทางเข้าออกอาคาร จนส่งผลกระทบให้การจราจรที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ติดขัดมหาโหดยิ่งขึ้น

การก่อสร้างดังกล่าวเป็นผลมาจากการเร่งรัดดำเนินโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคของอินโดฯตามที่เคยหาเสียงเลือกตั้งของ “โจโก วิโดโด” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย วิโดโดเปิดฉากรณรงค์โครงการก่อสร้างโทลล์เวย์ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร, เส้นทางขนส่งทางรางอีกกว่า 3,000 กิโลเมตร, ก่อสร้างท่าเรือใหม่อีก 24 ท่า พร้อม กับอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ที่มีขีดความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า 35,000 กิโลวัตต์ ฯลฯ

มีโครงการที่มีความสำคัญแรกสุดรวม 247 โครงการทั่วประเทศ รวมมูลค่ามากถึง 4,800 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 355,000 ล้านดอลลาร์

“รินี มารีอานี โซมาร์โน” รัฐมนตรีกิจการรัฐวิสาหกิจ (เอสโออี) บอกว่า ชาวอินโดนีเซีย โดยเฉพาะชาวกรุงจาการ์ตา จำเป็นต้องยอมรับความเจ็บปวดครั้งนี้ การพัฒนาสาธารณูปโภคถูกทอดทิ้งมานาน เมื่อถึงเวลาต้องทำก็ต้องเจ็บปวดกันบ้าง เหมือนการลงมือผ่าตัดครั้งใหญ่

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทั้งหมดเป็นความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะยังคงขยายตัวในระดับ 6-7% ต่อปีได้

การริเริ่มโครงการสารพัดในช่วงเวลาเพียง 3 ปีนี้ ต้องถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จไม่น้อยในการลด “เรดเทป” ในแวดวงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ แต่เมื่อมองในทางปฏิบัติ แม้แต่ตัวผู้นำอินโดนีเซียก็ยอมรับว่า ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมาย

ปัญหาใหญ่ที่สุดเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระยะเวลาการสัญจรบนท้องถนน แต่เป็นปัญหาของรัฐวิสาหกิจต้องแบกรับภาระแทบทั้งหมด เมื่อไม่มีงบฯลงทุนจากภาครัฐ และไม่มีเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามารองรับโครงการต่าง ๆ เหล่านี้

ตามข้อมูลของกระทรวงกิจการงานสาธารณะและการเคหะ ของอินโดนีเซีย โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคกว่า 3 แสนล้าน มีเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามารองรับเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น

ทั้งหมดไม่ได้เป็นไปตามแผนเดิมของผู้นำที่พยายามจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลกลางเอาไว้ โดยอาศัยการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ได้เงินมาหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้สนับสนุนโครงการพัฒนสาธารณูปโภค ในเวลาเดียวกันก็พยายามดึงดูดนักลงทุนเอกชนให้เข้าร่วมในการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) แต่ไม่ได้ผลเร็วอย่างที่หวัง ทำให้ปี 2015 เงินลงทุนจากภาครัฐพุ่งขึ้นเป็น 67% หรือ 256.3 ล้านล้านรูเปียห์ของมูลค่ารวม

เมื่อถึงช่วงเศรษฐกิจหดตัว รายได้จากการเก็บภาษีลดลง งบประมาณก็จำกัดลง รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาวินัยการคลัง ซึ่งสัดส่วนการลงทุนภาครัฐก็ลดลง วิโดโดก็จำเป็นต้องหาทางออก ในแบบที่นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินโดนีเซียบางคนขนานนามว่า คือการ “เล่นกายกรรม”

เบื้องต้น วิโดโดมอบหมายให้รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องเข้าแบกรับภาระการก่อสร้างสาธารณูปโภคทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น มอบหมายให้ “วาสกิตา การิยา” บรรษัทวิสาหกิจเพื่อการก่อสร้างที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ แบกรับภาระในการก่อสร้างโทลล์เวย์กว่า 10 เส้นทาง โดยการ “ซื้อ” สัมปทานจากเอกชน

ผลพวงที่เกิดขึ้นคาดเดาได้ไม่ยาก ในขณะที่โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ ยอดหนี้สินรวมของวาสกิตาฯก็เพิ่มพรวดพราดขึ้นมาอยู่ที่ 65.7 ล้านล้านรูเปียห์ ณ เดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปีก่อนหน้า

“กายกรรม” ลำดับถัดมาของวิโดโด ก็คือ การใช้รัฐวิสาหกิจที่สภาพทางการเงินดี เข้ามาอุ้มรัฐวิสาหกิจที่เป็นหนี้ เช่นเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทย่อยของวาสกิตาฯแห่งหนึ่งถึงได้รับเงินอัดฉีดจาก “ทาสเปน” กองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านรูเปียห์ เป็นต้น

คำถามของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ อะไรจะเกิดขึ้น หากหลายโครงการเสร็จไม่ทันตามเวลา และไม่สามารถใช้โครงการหาเงินมาชำระหนี้ได้ทันเวลา ?

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคว่า สืบเนื่องจากการประเมินขีดความสามารถขององค์กรในระดับท้องถิ่นของรัฐสูงเกินไป ขณะที่การบริหารจัดการโครงการแบบพีพีพี ต้องอาศัยความชำนาญระดับหนึ่ง การแสวงหาความร่วมมือจากเอกชนจึงไม่เกิดขึ้น หรือล่าช้ากว่าที่คาดหมายมาก

โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นที่ให้อำนาจท้องถิ่นในการเวนคืน และให้ความเห็นชอบโครงการ ยิ่งทำให้เกิดการล่าช้า และ “ไม่ดึงดูดใจ” สำหรับเอกชน

ข้อสรุปของไฟซาล บาสซรี อาจารย์เศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ก็คือ วิโดโดแสดงออกถึงสไตล์การทำงานแบบ “ทำไปก่อน” มีปัญหาค่อยตามแก้กันทีหลัง ความเสี่ยงสูงมากในตอนนี้ก็คือ ไม่มีคนตรวจสอบโครงการ ทำให้ทุกอย่างยิ่งนับวันยิ่งกลายเป็นเรื่องควบคุมไม่ได้ขึ้นมา

จะเรียกว่าโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่อินโดนีเซีย ไม่เพียงทำเร็วเกินไป ยังมากเกินไปอีกด้วย คงไม่ผิดนัก