เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

ท้องถิ่นออกโรงจี้มหาดไทย แก้กฎใช้เงิน 3 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

04 ธ.ค. 2560 | 02:16น.

ท้องถิ่นจี้ มท.ปลดล็อกใช้เงินสะสม 3 แสนล้าน แก้ระเบียบเบิกจ่ายหนุนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ฟื้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบาย “สมคิด” ชี้ระเบียบขณะนี้ไม่เปิดช่อง-แถมคุมเข้ม ขุนคลังสั่งกรมบัญชีกลางถก อปท.แก้ปมจัดซื้อจัดจ้าง เผยสำนักงบประมาณพร้อมหนุนงบฯแมตชิ่งโครงการท้องถิ่น

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยกันเงิน 1.5 แสนล้านบาท จากเงินสะสมกว่า 3 แสนล้านบาท โดยท้องถิ่นต้องจัดทำโครงการขึ้นตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดไว้

“เขากันเงินไว้ส่วนหนึ่งใช้พัฒนาท้องถิ่น ทำให้เกิดการจ้างงาน 1.5 แสนล้านบาทก่อน สำนักงบประมาณจะรับไปดู”

นายวิสุทธิ์กล่าวว่า การทำโครงการในลอตแรกตั้งเป้าจะเร่งให้เสร็จภายใน 4 เดือน ซึ่งในส่วนกระทรวงการคลังจะดูแลเรื่องเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจาก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่เพิ่งบังคับใช้ ครอบคลุมถึงการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.ด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อจัดจ้างที่วงเงินไม่สูงนัก จะหารือทำข้อตกลงกับกรมบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาผ่อนปรนให้

กรมบัญชีกลางพร้อมผ่อนกฎให้

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มีเพียงประเด็นที่ท้องถิ่นกังวลว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะทำให้ติดขัดหรือไม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้รับนโยบายจาก รมว.คลัง ให้หารือกับทาง อปท.ก่อน หากพบว่ามีข้อติดขัดจะผ่อนปรนให้

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาค รัฐ ซึ่งจะมีการประชุมครั้งต่อไปในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับข้อติดขัดของ อปท. จากนั้นจะเร่งแก้ไขปัญหาข้อติดขัดโดยเร็วที่สุด

จี้มหาดไทยปลดล็อก

ขณะที่แหล่งข่าวจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดเผยว่า หากรัฐบาลต้องการให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ของนายสมคิดจาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ อปท.ทั่วประเทศ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล ฯลฯ โดยใช้เงินสะสมของ อปท.มาจัดทำโครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนทั้งระยะสั้น ระยะยาวให้ได้ผล ปลุกเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม จำเป็นต้องแก้ไขหลักเกณฑ์เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินสะสมของกระทรวงมหาดไทย ให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายเงินสำหรับใช้พัฒนาโครงการภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ ได้คล่องตัวมากขึ้น

เพราะที่ผ่านมาแม้รัฐเปิดให้นำเงินสะสมมาพัฒนา โครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการหรือกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อปท. โครงการบริการชุมชนสังคม กิจการที่เพิ่มพูนรายได้ บำบัดความเดือดร้อน โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย

แจงระเบียบไม่เปิดช่องเบิกจ่าย

สาเหตุ หลักมาจากเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินสะสมติดขัดยุ่งยาก ไม่คล่องตัว และมีข้อจำกัด อย่างปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา อปท.ทั่วประเทศเบิกจ่ายเงินสะสมไปใช้ตามนโยบายได้เพียงแค่ 3 พันล้านบาทเท่านั้น แทบไม่เกิดผลในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะคิดเป็นวงเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับวงเงินที่น่าจะนำมาใช้พัฒนาได้จริง เบ็ดเสร็จรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท เป็นเพราะยอดเงินสะสมที่มีอยู่กว่า 3 แสนล้านบาท ดังกล่าวถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก 1.ก้อนแรก 75% ของ 3 แสนล้าน หรือประมาณ 2.25 แสนล้านบาท ระเบียบกำหนดให้นำไปใช้ในโครงการ หรือกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อปท. ต้องกันสำรองเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร สำรองจ่ายกรณีสาธารณภัย ฯลฯ จะนำไปใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือทำกิจกรรมอื่นไม่ได้

2.เงินสะสมก้อนที่สอง 25% ของ 3 แสนล้านบาท หรือทุนสำรองเงินสะสม ราว 7.5 หมื่นล้านบาท เป็นก้อนที่ระเบียบที่บังคับใช้อยู่ขณะนี้ให้สามารถนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ชุมชนท้องถิ่นได้ แต่ข้อแม้ว่า อปท.ต้องเบิกจ่ายเงินจากแหล่งอื่นก่อน จากนั้นจึงสามารถเบิกจ่ายเงินก้อนนี้เป็นก้อนสุดท้าย ในทางปฏิบัติ อปท.ส่วนใหญ่จึงเบิกจ่ายเงินก้อนนี้น้อยมาก

แนะมหาดไทยแก้กติกาใหม่

ขณะเดียวกัน จากที่การสนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเบิกจ่ายเงินสะสมไปลงทุนพัฒนา หรือก่อสร้างได้เฉพาะก้อนที่สอง ซึ่งวงเงินสะสมส่วนนี้มีจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะถ้าเป็น อปท.ขนาดกลางและขนาดเล็ก มีไม่กี่แสนบาท ดำเนินโครงการได้จำกัด ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลจึงน้อยมากตามไปด้วย

ดังนั้น หากรัฐบาลคาดหวังให้ อปท.นำเงินสะสมไปใช้จัดทำโครงการต่าง ๆ และให้เกิดผลในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย จำเป็นต้องแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้เงิน สะสม เปิดกว้างให้สามารถนำเงินสะสมก้อนแรก 75% มาใช้ แทนที่จะจำกัดเฉพาะก้อนที่สอง โดยต้องกำหนดใช้เงินทำโครงการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี สนองเป้าหมายหลักฟื้นเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น เมื่อเศรษฐกิจกระเตื้องสู่ภาวะปกติ ค่อยปรับแก้เงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้เงินสะสมให้เข้มงวดเหมือนเดิม

พร้อมใช้มาตรการจูงใจโดยรัฐใส่เงินสนับสนุนในการดำเนินโครงการส่วนหนึ่ง โดยให้ท้องถิ่นใช้เงินสะสม 2 ส่วน รัฐสนับสนุน 1 ส่วน ให้ท้องถิ่นมีเม็ดเงินไปจัดทำโครงการมากขึ้น มิฉะนั้นจะไม่สำเร็จ เหมือนปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมาอีก