อัลเฟรโด อัดงบ 5 ล้าน ผลิตภาพยนตร์โฆษณาพิซซ่าจับลูกค้าใหม่
“อัลเฟรโด เอ็นเตอร์ไพรส์” เปิดเกมรุก พัฒนาโปรดักต์ “นีโอ พิซซ่า บาย อัลเฟรโด” พิซซ่า สามเหลี่ยม ปูพรมร้านสะดวกซื้อ พร้อมทุ่มงบ 5 ล้าน ผลิตภาพยนตร์โฆษณาผ่านโซเชียล หวังขยายฐานลูกค้าใหม่ ก่อนเตรียมส่งสินค้าเจาะกลุ่มประเทศ AEC
วันที่ 15 ธันวาคม 2564 นายอมรเทพ อสีปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลเฟรโด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เปิดเผยว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคเปลี่ยนไป หลายๆ บริษัท ต้องให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ work from home ทำให้การสั่งอาหารทางดีลิเวอรี่เพิ่มขึ้น
รวมทั้งอาหารทานเล่น ซึ่งร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้รวดเร็ว ดังนั้น ตลาดอาหารทานเล่น คาดว่าจะมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นทุกปี ด้วยการชูจุดขายที่แปลกใหม่ สะอาด และรวดเร็ว
สำหรับในปลายปีนี้ บริษัทได้วางกลยุทธ์สำหรับแบรนด์ นีโอ พิซซ่า บาย อัลเฟรโด (Neo Pizza by Alfredo) โดยมีเป้าหมายหลักสร้างภาพจำให้ผู้บริโภคทั้งลูกค้าปัจจุบันและกลุ่มลูกค้าใหม่ ให้จดจำพิซซ่าของบริษัท ที่มีรูปทรงเฉพาะ เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และแพ็กเกจ ภายใต้แนวคิด “พิซซ่า สามเหลี่ยม” ซึ่งมีจำหน่ายในตู้แช่เย็น ของร้านค้าสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต
ใช้งบลงทุนทางด้านการตลาดไปประมาณ 5.0 ล้านบาท โดยมีการนำ Music Marketing มาเป็นจุดขายผ่านทางภาพยนตร์โฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และ Tik Tok โดยใช้สโลแกนว่า “สามเหลี่ยม นีโอพิซซ่า เด็ดทุกหน้าชีสยืดทุกคำ” เพื่อสร้างความจดจำได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงนำเสนอถึงจุดขายที่ชัดเจนของแบรนด์
นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรม ภายใต้โครงการ “Alfredo -Dance Challenge” โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย ชาย หญิง คนไทย อายุ 18-30 ปี ผ่านช่องทาง Tik Tok โดยให้ประกวดท่าเต้น ที่ได้รับการกด like มากที่สุด จะได้รับรางวัลเป็น true money wallet คนละ 3,000 บาท จำนวน 50 รางวัล มูลค่ารวม 150,000 บาท ซึ่งเงินรางวัลก็เข้ากับยุคสมัยการใช้เงิน ดิจิทัล ที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายช่องทางการตลาด เบื้องต้นยังคงเน้นจัดจำหน่ายผ่านทางร้านสะดวกซื้อเป็นหลักโดยเน้นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้เราก็ยังจะเตรียมจะเปิดตลาดไปยังกลุ่ม AEC ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ซึ่งประเทศดังกล่าว มีความนิยมในสินค้าที่มาจากประเทศไทยเป็นอย่างมากซึ่งเราคาดหวังว่าในปีหน้าเราจะโตจากเดิมกว่า 25%