กูรู “พรินซิเพิล” จับทิศลงทุน วิเคราะห์ภาพ “ตลาดหุ้นเอเชีย” ปี 2565
หุ้นเอเชียเดิมได้รับความสนใจอย่างมากจากบรรดานักลงทุน แต่หลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจในหลายประเทศซบเซาลง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่มาจากจีนส่งผลกระทบภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียปี 2564 ที่ผ่านมาไม่น้อย
ส่วนทิศทางการลงทุนสำหรับปีหน้าจะเป็นอย่างไรลองมาดูการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญอย่าง “ศุภกร ตุลยธัญ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด
ปี’64 ภาพรวมหุ้นเอเชียไม่สดใส
โดย “ศุภกร” เท้าความว่า หลังจากปี 2563 ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากที่ได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกแรก พอมาในปี 2564 โควิดสายพันธุ์เดลต้าได้ส่งผลให้ทั่วโลกต้องพบกับแรงกดดันอีกครั้ง
โดยเฉพาะในตลาดหุ้นแถบเอเชียที่บรรยากาศโดยรวมของการลงทุนปีนี้ดูไม่สดใสนักเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป โดยดัชนี MSCI AC Asia ex Japan Total Return ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ พ.ย. 2564) อยู่ที่ -7.50%
ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงเนื่องมาจากตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลงหนักตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2564 ทั้งตลาด H-shares และ A-shares จากการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของธนาคารกลางจีน (PBOC) และการแทรกแซงของรัฐบาลจีนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
รวมไปถึงการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอย่าง “ไชน่าเอเวอร์แกรนด์” นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงครึ่งปีแรกกลับปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลัง จากการที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งในปีนี้
“ไต้หวัน-อินเดีย-เวียดนาม” เด่น
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นในเอเชียที่ผลตอบแทนยังเป็นบวกในปีนี้ คือ ไต้หวัน จากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นอินเดียที่ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว
โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในเอเชีย และสามารถดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ต่อเนื่อง
“เมื่อกลับมาดูที่ภาพรวมตลาดหุ้นอาเซียน จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นในแถบนี้ยังคงถูกโควิดกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่ โดยตลาดหุ้นไทยอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีผลตอบแทน ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2564 อยู่ที่ 8.2%, 9.3% และ 0.9% ตามลำดับ
ด้านตลาดหุ้นเวียดนามมีการเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นในอาเซียน โดยดัชนี VNI มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2564 อยู่ที่ 34% และสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุด (นิวไฮ) ที่ระดับ 1,500 จุดได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย.”
“ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ คือ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่คาดว่าจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับ 6-7% ต่อปีได้ในปี 2565-2566
ในขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ก็ยังอยู่ในระดับสูงถึง 26% ต่อปี และ 23% ต่อปีในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ (Bloomberg Consensus)
นอกจากนี้ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดประกอบกับการเร่งฉีดวัคซีนก็ได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเวียดนามกลับมาดำเนินได้ใหม่อย่างมีคุณภาพ”
ตลาดหุ้นไทยปีหน้าอัพไซด์จำกัด
สำหรับตลาดหุ้นไทยปีนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,420-1,650 จุด ตลอดทั้งปียังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับก่อนโควิดได้ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจและกำไร บจ.จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3
แต่การแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนก็กลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่งเริ่มกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยปรับตัวลดลงอีกครั้ง
ส่วนปีหน้าเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น
“อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ประกอบกับราคาซื้อขายหุ้นของ SET index ที่ซื้อขายในระดับ 17 เท่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอัพไซด์ของตลาดไทยในระยะสั้น แตกต่างจากตลาดหุ้นเวียดนามที่ราคาซื้อขายหุ้น VNI index ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากอยู่ที่ 14 เท่า”
หุ้นเอเชียยังเผชิญความท้าทาย
สำหรับมุมมองการลงทุนในปีหน้า “ศุภกร” ชี้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นเอเชียจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในแง่ของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด
โดยคาดว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในเอเชียจะสดใสขึ้นหลังจากที่ทางธนาคารกลางจีนดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้น และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีนเข้ามาเสริมในช่วงปีหน้า
โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นเอเชียในปีหน้า ได้แก่ 1) การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีหน้า และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยีลด์)ที่เร็วกว่าที่คาด จะส่งผลให้ราคาหุ้นของตลาดหุ้นเอเชียอยู่ในระดับที่สูง ทำให้เกิดความผันผวนได้
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้มีการอ่อนค่าของค่าเงินสกุลเอเชียเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ได้
2) อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า จะส่งผลให้ธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศจำเป็นที่จะต้องเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้นผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประเทศที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางอยู่
3) ข่าวการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอน จะเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นเป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากเกิดการแพร่ระบาดอีกครั้งในเอเชียผลกระทบทางเศรษฐกิจจะไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีน 2 เข็มในระดับสูงและเริ่มทยอยฉีด booster dose แล้วอย่างประเทศจีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไทย ไต้หวัน และเวียดนาม
“ปีหน้าเรามองว่าการลงทุนจะมีความผันผวนเนื่องจากวัฏจักรเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วง mid-cycle ซึ่งเป็นช่วงที่มีความผันผวนสูง ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง
และการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ดังนั้น การลงทุนในกองทุนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการจัดสรรสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลาย
โดยมีการควบคุมระดับความเสี่ยงที่รับได้ในการลงทุน(asset allocation fund) จะมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ความผันผวนมากกว่ากองทุนประเภทอื่น” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิลกล่าว