เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

“Trust Crisis” วิกฤตความเชื่อใจของคนต่างรุ่น  และความปรองดองด้วยหลักนิติธรรม

24 ธ.ค. 2564 | 16:27น.

ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ เพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงและสิทธิด้านต่าง ๆ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความเชื่อมั่นและมุมมองที่พวกเขามีต่อคนรุ่นก่อน ยิ่งนับวันช่องว่างระหว่างเจนเนอเรชั่นก็ยิ่งแยกห่างออกจากกัน นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาเรายังไม่มีพื้นที่เปิดกว้างเพื่อการพูดคุย และเรียนรู้ถึงความแตกต่างของกันและกันอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งนี้ทำให้เกิดเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 10 โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่จัดให้ผู้เรียนหลักสูตร RoLD Program (Rule of Law and Development Program) ซึ่งประกอบด้วยผู้คนหลากหลายแวดวงและช่วงวัย มาร่วมระดมความคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมในสังคมไทย โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ มาช่วยให้แนวทางในการดำเนินโครงการศึกษาประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่เป็นอยู่

วิเคราะห์ปมขัดแย้งในสังคมไทย 

ประเด็นความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่น ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย แต่ละคนมีสมมติฐานและคำอธิบายต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป ทางด้าน ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ในมุมนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยแบ่งผู้คนโดยคร่าว ๆ ออกเป็นคนอายุน้อยกว่า 25 ปี กับคนอายุมากกว่า 55 ปี

คนอายุน้อยมองว่า “ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ” เมื่อมีความเห็นต่างกัน จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และเสรีภาพ ในขณะที่คนอายุมากกว่า 55 ปี กลับมองว่า “ความขัดแย้งคือปัญหา” รวมถึงความวุ่นวาย ความไม่สามัคคี ความรุนแรง คนรุ่นใหม่มองความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ มันจูงใจให้พวกเขาเดินเข้าไปหาเพื่อทำการแก้ไข ในขณะที่กลุ่มคนอายุมาก มีวิธีจัดการความขัดแย้งด้วยการหลีกเลี่ยงปัญหา หรือใช้อำนาจบางอย่างเข้าไปจัดการ หากมองในอีกมิติ โจทย์ของคนรุ่นใหม่มองเรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องระดับโครงสร้าง ส่วนคนอายุมากกว่าจะมองว่าเป็นเรื่องบุคคลกับบุคคล

ถ้าเป็นเรื่อง “ความสามัคคี” กลุ่มคนอายุมากมีคำตอบเหมือนกันว่า “สามัคคีคือพลัง”ในขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่า “สามัคคีคือทำงานร่วมกันได้” และถ้าเป็นเรื่อง “ความสมานฉันท์”คนอายุมากมองว่าคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เมื่อถามคนรุ่นใหม่ส่วนมากกลับไม่มีคำตอบ และมีส่วนน้อยตอบว่าเป็นเรื่อง “ประชามติ”

ความคิดเห็นของคนสองกลุ่มไม่มีใครผิดหรือถูก มันเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างกับปัจเจก ความแตกต่างของมุมมองนี้ เกิดจากการหล่อหลอมมาในช่วงเวลาที่คนสองกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมา หากมองย้อนบริบททางการเมืองกลับไป จะเห็นว่ากลุ่มคนอายุน้อยกว่า 25 ปี ที่ทางจิตวิทยา เด็กจะเริ่มรับรู้สถานการณ์ภายนอกตอนอายุ 7 ปี ตอนนั้นพวกเขาอยู่ในช่วงปลายยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และในปัจจุบันพวกเขาอยู่ในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา ช่วงชีวิตของพวกเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรัฐบาล ด้วยการปกครองหลายรูปแบบ พวกเขาจึงมองความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นเรื่องปกติ และมีความเชื่อว่าเมื่อต้องการอะไร การรวมตัวมากพอจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

เปรียบเทียบกับคนอายุ 55 ปี ซึ่งเริ่มต้นรับรู้สถานการณ์ภายนอกในวัยเด็ก คือช่วงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร จนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นับเป็นยุคที่มีความรุนแรงทางการเมืองสูงมาก มีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมือง ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าการมีผู้นำที่สามารถดูแลประเทศให้สงบได้คือทางออก ทั้งหมดคือที่มาว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยอมรับได้กับความขัดแย้ง ในขณะที่คนอายุมากเชื่อในตัวบุคคลและเห็นความขัดแย้งเป็นปัญหา

อย่างไรก็ตาม แม้มีความแตกต่างกันในนิยาม แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ มองว่าส่วนหนึ่งปัญหาคือการขาดพื้นที่ สำหรับสร้างความเชื่อใจของคนสองกลุ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหา Trust Crisis ของคนต่างรุ่น จึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผล (Participation) และมีระบบที่โปร่งใส (Transparency) ถ้าเป็นภาษาไทย 2 คำ คือการร่วมทุกข์ร่วมสุข และใจเขาใจเรา

หาจุดร่วมผสาน สร้างการเปลี่ยนแปลง 

ความแตกต่างทางความคิดของคนต่างวัย ในมุมของ ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย อธิบายถึงขั้นตอนการศึกษาของผู้เข้าร่วมหลักสูตร RoLD2020: The Resilient Leader ในหัวข้อเรื่อง “Let’s Get Together #คิดต่างไม่เห็นเป็นไร”

เริ่มจากการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสามช่วงวัย ได้แก่ รุ่นเล็กอายุ 18-34 ปี รุ่นกลางอายุ 35-54 ปี รุ่นใหญ่อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป แล้วใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลหลายแบบ เช่น การสัมภาษณ์ การทำการสำรวจ โดยตั้งคำถามสองประเด็นหลัก คือ ลักษณะร่วมที่สำคัญในแต่ละรุ่น และความเห็นต่อประเด็นทางสังคม

ลักษณะร่วมที่สำคัญในแต่ละรุ่น

กลุ่มอายุ 18-34 ปี มีลักษณะร่วม คือเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมแห่งการแบ่งขั้ว สภาวะทางเศรษฐกิจมีความท้าทาย รวมถึงกระแสดิจิทัลดิสรัปชั่น และเข้าถึงสื่อที่มีเนื้อหาหลากหลาย ที่สำคัญคนกลุ่มนี้เชื่อในระบบที่ดี สังคมที่ดี แต่ไม่เชื่อในตัวบุคคล

กลุ่มอายุ 35-54 ปี ที่เป็นรุ่นรอยต่อ เริ่มมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น มองเห็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี สภาวะทางเศรษฐกิจเติบโต อยู่ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง และอาจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นได้

กลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป เกิดในช่วงที่ภาพรวมประเทศมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจและสังคมเติบโต แต่เทคโนโลยีมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้คิดว่าคนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบ และมองว่าผู้นำที่ดีทำให้เกิดสังคมที่ดี

ความเห็นต่อประเด็นสังคม

กลุ่มอายุ 18-34 ปี มองว่าพลเมืองต้องตื่นตัวทางการเมือง มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ มองว่าประชาชนคือฐานของประชาธิปไตย มีอำนาจในการปกครอง ต้องแก้ปัญหาที่ระบบ มองเห็นความเหลื่อมล้ำ ชี้ว่าการเมืองไม่เป็นธรรม ไม่ไว้ใจกระบวนการยุติธรรม และคิดว่าวัยรุ่นต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

กลุ่มอายุ 35-54 ปี กลับมีนิยามคำว่าพลเมืองต่างกัน เช่น ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด มีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเด็นสังคม โดยคนรุ่นนี้เชื่อในกติกา มองว่าสังคมจำเป็นต้องมีกติกาในการอยู่ร่วมกัน มองความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่แก้ได้ ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จะแก้ปัญหาการเมืองได้ และเห็นด้วยกับวัยรุ่นว่าการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในตอนนี้ยังไม่เป็นธรรม

กลุ่มอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป เชื่อว่าการดูแลประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐ มองไม่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสังคม มีความเชื่อในเรื่องประสบการณ์ที่มากกว่าและอยากให้คนอื่นทำตาม

เข้าใจกันด้วยการสื่อสาร 

ความแตกต่างที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างเจเนอเรชั่น มีทางออกคือการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจระหว่างกัน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีก้าวล้ำ ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก กล่าวว่าการลดความขัดแย้ง ไม่ใช่การลดความแตกต่าง เพราะความแตกต่างมีความจำเป็นในโลกยุคใหม่ แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้

จากการศึกษาเพื่อตอบโจทย์เรื่องการสื่อสาร การสร้างพื้นที่ในการสร้างความเชื่อใจ จึงสรุปออกมาเป็นแนวทาง 4E ที่อาจทำให้คนต่างรุ่นเข้าใจกันมากขึ้นดังนี้

Empathy คือการทำความเข้าใจคนที่เติบโตมาในเวอร์ชันที่แตกต่างกันตามยุคสมัย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และสังคม เพราะมีความเชื่อว่าแม้บุคคลจะเจอเหตุการณ์เดียวกัน แต่ถ้าเจอต่างช่วงวัย ก็จะให้เหตุผลที่แตกต่างกันจนส่งผลต่อนิสัยและวิธีคิดต่าง ๆ

Ecosystem เมื่อ 2 กลุ่ม มีรากของปัญหาต่างกัน เพราะคนอายุมากมองว่าปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลและแก้ที่ตัวเราเองได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าปัญหาอยู่ที่ระบบโครงสร้าง ถ้าดินไม่ดี ต่อให้ตั้งใจปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุด ต้นไม้ยังไงมันก็ไม่โต

Equality เนื่องจากความเท่าเทียมของแต่ละเจนเนอเรชั่นมีเงื่อนไขต่างกัน คนรุ่นใหม่อยากเป็น Equal Partners ในการคุยกับผู้ใหญ่ ส่วนผู้ใหญ่กลับมองความเท่าเทียมอีกแง่มุม คือการโตมาในยุคที่มีลำดับชั้นมาตลอด คนกลุ่มนี้ต้องต่อคิวเป็นเวลานานกว่าจะมีคนฟังเสียงเขาในปัจจุบัน จึงเกิดคำถามว่า แล้วทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงอยากลัดคิว ?

Express รูปแบบการแสดงออกสำคัญกว่าที่คิด เพราะบางครั้งการสื่อสารก็สำคัญ โดยกลุ่มคนอายุมากอาจไม่ชินกับการสื่อสาร เช่น เห็นด้วยกับสิ่งที่พูด แต่รับไม่ได้กับวิธีการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเขาพูดเสียงดังไม่พออาจจะไม่มีใครได้ยิน และไม่มีใครสนใจเขา

ดร.สันติธาร หนึ่งในผู้เข้าร่วมหลักสูตร RoLD2020 : The Resilient Leader ย้ำว่าสุดท้ายเราต้องเข้าใจว่า เราเหมือนเกิดมาในโลกคนละใบ แต่ในความต่างก็ไม่จำเป็นต้องขัดแย้ง เพียงแต่เราต้องสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกัน เชื่อว่าในอนาคตต้องมีการสร้าง Inter-Generational Literacy หรือทักษะที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนต่างรุ่นได้ เพื่อให้คนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้