เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

อุตฯท่องเที่ยวไทย 2564 ปีแห่ง “ความเจ็บปวด-คราบน้ำตา”

02 ม.ค. 2565 | 15:01น.
เปิดประเทศ

ในปี 2563 ที่ว่ากันว่าเป็นปีที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้ว ปี 2564 ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสมากกว่าหลายเท่า

ปี 2563 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 83 คิดเป็นรายได้ 332,013 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 82

ปี 2564 เดิม ททท.คาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประมาณ 1.2 ล้านคน แต่สุดท้ายแล้วน่าจะอยู่ที่ประมาณ 700,000 คน สร้างรายได้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

เรียกว่าหายไปเกือบทั้งหมดหากเทียบกับปี 2562 (ก่อนวิกฤตโควิด) ที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 2 ล้านล้านบาท และน่าจะเป็น “จุดต่ำสุด” ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็เป็นได้

ยึด “ภูเก็ต” ทำโมเดลนำร่อง

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวพยายามปรับตัวทุกรูปแบบ หารูปแบบแนวทางสำหรับเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้

โดยเฉพาะในจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก และเลือก “ภูเก็ต” เป็นพื้นที่ “นำร่อง” เนื่องจากเป็นจังหวัดที่สามารถบริหารจัดการคนเข้า-ออกได้ดีที่สุด ภายใต้โมเดล “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” หรือ Phuket Sandbox

โดยโมเดลการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าวนี้ จะรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบโดส รวมไปถึงคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ และฉีดวัคซีนครบโดสก็สามารถเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัวเช่นกัน

1 ก.ค. 64 เปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์

1 กรกฎาคม 2564 กำหนดเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้โมเดล “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” โดย “เอทิฮัดฯ” เส้นทางอาบูดาบี-ภูเก็ต เที่ยวบินที่ EY430 เป็นสายการบินแรกที่นำต่างชาติแตะรันเวย์ท่าอากาศยานภูเก็ต ตามมาด้วยเที่ยวบินอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากโซนยุโรป ตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมผู้โดยสารในวันแรกราว 300-400 คน

Advertisement

นับเป็นสัญญาณแห่งความหวังของเหล่าผู้ประกอบการ หลังนักท่องเที่ยวหายไปเป็นเวลานับปี

ผ่านไป 15 วันรัฐบาลก็เปิดโครงการ Samui Plus Model ต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทย เชื่อมพื้นที่ 3 เกาะ ทั้งเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ในรูปแบบที่เรียกว่า sealed route หรือตามเส้นทางที่กำหนดไว้

โดยนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการจะต้องอยู่ในโรงแรมช่วง 3 วันแรก จากนั้นถึงจะสามารถออกไปท่องเที่ยวพื้นที่อื่น ๆ ในเกาะสมุย และหลังจากผ่านไป 7 วันจะสามารถเดินทางไปยังเกาะอีก 3 แห่งได้ แต่ต้องเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปเท่านั้น

“เดลต้า” ทุบนักท่องเที่ยวหลุดเป้า

สำหรับการเปิด “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” นั้นรัฐบาลตั้งเป้าว่าใน 3 เดือนแรกของโครงการจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ราว 100,000-120,000 คน และมีเม็ดเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวที่ 1.1 หมื่นล้านบาท รวมถึงแผนขยาย “แซนด์บอกซ์” ในพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย

แต่ผ่านไป 3 เดือนตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ฟ้องอย่างชัดเจนว่า “ไม่เข้าเป้า” แผนที่วางไว้โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ภูเก็ตมีเพียง 38,699 คน หรือราว 30% ของเป้าหมาย

ว่ากันว่า ปัจจัยที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่คาด ส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาการกักตัวที่กำหนดไว้ที่ 7-14 วัน รวมถึงกระแสแพร่ระบาดภายในประเทศของไทยยังค่อนข้างสูงจากเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าที่พุ่งหลักหมื่นในสิงหาคม-กันยายน 2564 ทำให้หลายชาติจัดไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยง ส่งผลเสียต่อยุทธศาสตร์แซนด์บอกซ์มากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ด้วยกับบรรยากาศของภูเก็ตที่ยังเงียบเหงา ร้านค้าในย่านท่องเที่ยวหลัก ๆ ยังคงปิดให้บริการจนเกิดกระแสปากต่อปากของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อรวมกับข่าวคดีแหม่มชาวสวิสที่ถูกฆ่าในเกาะภูเก็ต ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติไประยะหนึ่ง

ขณะที่ภาคเอกชนภูเก็ตและคนท่องเที่ยวจำนวนมากต่างมองว่า แม้ตัวเลขหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อและทำให้ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ก็ภูมิใจและดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าโครงการต่อเพราะมองว่าการเปิดภูเก็ตนั้นเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวโลกรับรู้ว่า “ประเทศไทยพร้อมแล้ว” ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

รวมถึงอาจเป็น role model ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้เรียนรู้-ปรับปรุง-แก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์

1 พ.ย. 64 เปิดประเทศไม่กักตัว

ปรากฏการณ์ที่เป็นความหวังของภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากที่สุดสำหรับปี 2564 คือ วันที่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ เมื่อ 11 ตุลาคม 2564 ที่ประกาศว่าจะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยแบบไม่ต้องกักตัว (test & go) โดยจะเริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

พร้อมระบุว่านักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาโดยไม่กักตัวนี้จะต้องเดินทางมาทางอากาศ และเดินทางมาจากประเทศหรือพื้นที่ที่กำหนด

หลังการประกาศของนายกฯ เสียงในสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งยังคงไม่มั่นใจในมาตรการของภาครัฐ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์บางรายออกมาแสดงความกังวล เกรงว่าหากรัฐบาลไม่สามารถจัดการระบบการตรวจเชื้อ หรือระบบการติดตามได้ดีพอ อาจลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ในประเทศ อีกทั้งอัตราการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในเวลานั้นยังไม่อยู่ในระดับที่สูงนัก

อีกทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นการสร้างบรรยากาศและส่งสัญญาณให้กับนานาชาติว่าไทยพร้อมแล้วในการเปิดรับนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับความพยายามในการเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับประชาชน และขอความร่วมมือให้ทุกคนยังปฏิบัติตามนโยบายควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ภาคเอกชนมองต่างชี้ว่า นโยบายการเปิดประเทศ-ผ่อนคลายมาตรการเป็นสัญญาณบวก โดยห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ต่างขานรับนโยบายโดยขยายเวลาเปิดให้บริการ ส่วนกลุ่มโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ให้ความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นผลดีต่อกิจการโรงแรมโดยรวม

เช่นเดียวกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่วิเคราะห์ว่า การเปิดประเทศแบบไม่กักตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 น่าจะช่วยเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นร้อยละ 64 เมื่อเทียบกับการไม่มีมาตรการ และน่าจะหนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวให้ชัดเจนขึ้นในปี 2565

สะดุด “โอไมครอน” ส่งท้ายปี

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานด้านการตลาด ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังการเปิดประเทศว่า ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2564 จะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเฉลี่ย 300,000 คนต่อเดือน และจะเป็นตัวผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2564 ขยับไปอยู่ที่ประมาณ 700,000 คน

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ศบค.รายงานว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดประเทศรับต่างชาติโดยไม่กักตัว มียอดผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรผ่านทุกท่าอากาศยานจำนวน 133,061 ราย

และเหมือน “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เมื่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศกำลังเข้าสู่ “ไฮซีซั่น” ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” กันอีกครั้งเมื่อ 20-21 ธันวาคม 2564

กระทั่งทำให้ ศบค.ออกมาประกาศปิดระบบลงทะเบียนเข้าประเทศผ่าน Thailand Pass เป็นการชั่วคราวสำหรับการเดินทางในรูปแบบไม่กักตัวหรือ test & go และรูปแบบแซนด์บอกซ์ทั้งหมด (ยกเว้นภูเก็ต) เหลือไว้เพียงรูปแบบ AQ หรือ alternative quarantine กักตัว 14 วัน และ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” เดินทางเฉพาะในจังหวัด 7 วันก่อนไปพื้นที่อื่น

มาตรการดังกล่าวสร้าง “ความเจ็บปวด” และ “คราบน้ำตา” ให้กับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกครั้ง

2565 ปีแห่งความท้าทาย

ปี 2565 นี้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์คาดการณ์ว่า สำหรับปี 2565 นี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าประเทศไทย 5.9 ล้านคน โดยต้องจับตาการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนที่คาดว่าจะแพร่ระบาดได้ง่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงกว่าเดิม ทำให้ภาครัฐไม่จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากเหมือนเดิม อีกทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความพร้อมในการปรับตัวต่อสถานการณ์เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย (Krungthai COMPASS) คาดการณ์ว่า ปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 5.8 ล้านคน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี กว่าที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ด้าน “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการ ททท.ให้สัมภาณ์ว่า ปี 2565 ททท.ตั้งเป้าสร้างรายได้ภาคการท่องเที่ยวไทยประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 50 ของปี 2562 และยังตั้งเป้าหมายของปี 2566 ไว้ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 80 ของปี 2562

ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่า “โอไมครอน” คือปัจจัยสำคัญที่เป็นความท้าทายของภาคธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2565 นี้

4 ม.ค. 65 ลุ้น Test & Go (แค่) หยุด “ชั่วคราว” จริงหรือ ?

สำหรับแผนการเปิดประเทศวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปิดประเทศในภาพใหญ่เท่านั้น ในระดับรายละเอียดแล้ว รัฐบาลแบ่งพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวในแต่ละระยะดังนี้

1.ระยะนำร่อง (ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564) เป็นเมืองหลักหรือจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด คือ ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย, เกาะพะงัน, เกาะเต่า), กระบี่ (เกาะพีพี, เกาะไหง, ไร่เลย์) และจังหวัดพังงา (เขาหลัก, เกาะยาว)

2.ระยะที่หนึ่ง (1-30 พฤศจิกายน 2564) เป็นเมืองหลักหรือจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด เช่น กรุงเทพมหานคร, พังงา (ทั้งจังหวัด), ระนอง (เกาะพยาม)

3.ระยะที่สอง (1-31 ธันวาคม 2564) เป็นเมืองหลักหรือจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด มีสินค้าการท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม หรือเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กาญจนบุรี, นนทบุรี, ปทุมธานี

และ 4.ระยะที่สาม (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป) จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น น่าน, อุบลราชธานี (เมือง, สิรินธร), นครพนม

โดย ศบค.ได้กำหนดมาตรการป้องกันโควิด-19 สำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยจำแนกตามประเภท (เริ่มใช้ตั้งแต่ 16 ธันวาคม 2564) ดังนี้

1.“test and go : ไม่กักตัว เดินทางได้ทุกพื้นที่” มีข้อกำหนด คือ ผู้โดยสารต้องเดินทางมาจาก 63 ประเทศหรือพื้นที่ และพำนักในประเทศดังกล่าวเป็นเวลา 21 วัน, ได้รับการฉีดวัคซีน, มีผล RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมง, ต้องลงทะเบียน Thailand Pass

เมื่อเดินทางถึงประเทศไทยจะต้องตรวจ RT-PCR และ ATK อีกครั้ง และต้องรอผลตรวจดังกล่าวในโรงแรม AQ หรือโรงแรม SHA+ 1 วัน

2.“sandbox program : พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว” มีข้อกำหนด คือ ผู้โดยสารเดินทางมาจากประเทศใดก็ได้, ได้รับการฉีดวัคซีน และ RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงจากท่าต้นทาง, ต้องลงทะเบียน Thailand Pass

เมื่อเดินทางมาถึงจะต้องพำนักในพื้นที่ sandbox เป็นเวลา 5 วัน, ตรวจ RT-PCR และ ATK ด้วยตนเองในวันที่ 4-5

และ 3.“quarantine facilities : กักตัว” มีข้อกำหนด คือ ผู้โดยสารเดินทางมาจากประเทศใดก็ได้ เมื่อเดินทางมาถึง จะต้องกักตัวในสถานกักกันที่ราชการกำหนด, ต้องลงทะเบียน Thailand Pass

โดยหากได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ เดินทางผ่านทุกช่องทาง จะใช้เวลากักตัว 5 วัน, ไม่ได้ฉีดวัคซีน กักตัว 10 วัน และหากเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ต้องกักตัวทั้งหมด 14 วัน อีกทั้งต้องตรวจ RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง

ทั้งนี้ มติที่ประชุม ศบค. เมื่อ 21 ธันวาคม 2564 สั่งปิดระบบลงทะเบียนเข้าประเทศผ่าน Thailand Pass สำหรับการเข้าประเทศในรูปแบบ test & go และ sandbox ทั้งหมด (ยกเว้นภูเก็ต) ชั่วคราวตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2564-4 มกราคม 2565 เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ที่กำลังแพร่ระบาดหนักในทั่วโลก

คงต้องมาติดตามกันต่อไปว่า หลังวันที่ 4 มกราคม 2565 ศบค.จะประกาศให้ต่างชาติลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบ test & go และ sandbox ได้เหมือนเดิม หรือว่าจะยังคง “หยุดชั่วคราว” เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ “โอไมครอน” ต่อไป…

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว