
“เริ่มแรกเราได้นำข้อมูลของ SFI (สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ) บวกกับข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (สสว.) ซึ่งยังไม่ได้รวมข้อมูลของน็อนแบงก์ หรือธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นจึงยังไม่รวมของธนาคารกรุงไทย”
ทั้งนี้ ได้มีการสุ่มข้อมูล SMEs จากฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กว่า 1.86 แสนรายออกมา แบบไม่ทราบตัวตน เทียบเคียงกับ SMEs ทั้งประเทศที่ลงทะเบียนไว้กับ สสว. กว่า 3 ล้านราย ได้ผลวิเคราะห์คือ 1.SMEs ภาคอีสาน เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
2.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน วิเคราะห์พบว่า เข้าได้ถึงเพียง 6% ถือว่า “ต่ำมาก” โดยที่น่าแปลกใจ คือ SMEs ภาคใต้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากที่สุด และมีสัดส่วนที่มากกว่าภาคอื่น เกือบ 2 เท่า ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องเข้าไปดูเชิงลึกขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับภาคอื่น ๆ
และ 3.ปริมาณหนี้เสีย พบว่า SMEs ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนมีหนี้เสีย (NPL) อยู่ราว 12% และมี SMEs ที่เริ่มอ่อนแอ ชำระหนี้ไม่ตรงเวลาอีก 11% รวมกันแล้วจึงเท่ากับว่า มี SMEs 33% กำลัง “ต้องการความช่วยเหลือ” โดยเฉพาะ SMEs ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
“ดูรายภาคพบว่า SMEs ในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหนี้เสียมากสุด 17.6% รองลงมาภาคกลาง 13.8% นี่เป็นสิ่งที่เห็นจากข้อมูล และเมื่อดูรายเซ็กเตอร์จะพบว่า หนี้เสียที่เกิดกับ SMEs มากสุด คืออสังหาริมทรัพย์ ถัดมาเป็นขนส่งและธุรกิจคลังสินค้า”
และ 4.พบว่า SMEs 25% มีการใช้วงเงินสินเชื่อเกิน 80% ซึ่งหาก “เจาะลึก” ไปที่กลุ่มนี้ ก็มีความเป็นไปได้ว่า กลุ่มนี้กำลังต้องการ “เงินทุน” เพิ่มมากขึ้น และหากพบว่า เป็นลูกหนี้ที่ดี มีความสามารถในการชำระหนี้ที่สม่ำเสมอ แบงก์ก็สามารถช่วยเพิ่มทรัพยากรให้ SMEs กลุ่มนี้เติบโตต่อไปได้อีก
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า SMEs ที่ใช้ประโยชน์วงเงินมากกว่า 80% คือ เซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ รองลงมาเป็น เกษตรกรรม และโรงแรม
“ผยง” กล่าวอีกว่า เมื่อเจาะข้อมูล SMEs แต่ละภาคในหลายมิติ สิ่งที่เห็นคือ SMEs มากกว่า 50% อยู่ในกรุงเทพฯ และภาคอีสาน หากพิจารณาสัดส่วนผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียน รวมถึงดูรายได้ต่อประชากร หรือสัดส่วน SMEs ต่อประชากร โดยลองสุ่มเจาะข้อมูลไปที่ “ภาคอีสาน” พบว่า มีปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ 1.จำนวน SMEs มีน้อย 2.รายได้ต่อหัวต่ำ และ 3.เปอร์เซ็นต์ผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยสูง ส่วนภาคเหนือมีจำนวน SMEs ปานกลาง แต่กลับเป็นภาคที่มีรายได้น้อยสูงที่สุดในประเทศ คือรายได้ต่อหัวประมาณ 5,000 บาท
ส่วนภาคตะวันตกมีประชากรค่อนข้างน้อย แต่กลับมีผู้มีรายได้น้อยไม่สูง และมีเปอร์เซ็นต์ของ SMEs ต่อจำนวนประชากรเป็นอันดับ 2 โดยมีรายได้ต่อหัว 5,800 บาท
“3 ปัญหาที่พบนี้ แนวทางก็คือ ทำอย่างไรจะเพิ่ม SMEs ภาคอีสานมากขึ้น เพื่อที่จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่น ในภาคเหนือจำนวน SMEs ไม่ได้ต่ำที่สุด แต่ต้องดูว่าจะทำอย่างไร”
ส่วนการสร้าง e-Marketplace “ผยง” เล่าว่า ทางบริษัทไปรษณีย์ไทย มีข้อมูลอยู่มหาศาล ทั้งการขนส่งแต่ละประเภท ความเร่งด่วน การส่งธนาณัติ ฯลฯ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแกนกลางด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี โดยทางไปรษณีย์กำลังทำกรอบการชำระเงิน รวมถึงการให้เงินทุนโดยธนาคารของรัฐต่าง ๆ ได้ อีกทั้งการนำองค์ประกอบของ SMEs ไม่ว่าจะเป็นร้านธงฟ้า ผู้ผลิตท้องถิ่น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน
“นี่จะทำให้เกิดความร่วมมือกัน รวมถึง บมจ.ทีโอที ที่กำลังทำเน็ตประชารัฐ ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงระบบออนไลน์ในทุกภาค ที่สุดแล้วลูกค้า ผู้บริโภคก็จะสามารถเข้ามาร่วมใน e-Marketplace นี้ได้อย่างครบองค์ประกอบ”
นายผยงกล่าวว่า เป้าหมายสุดท้าย คือ การยกระดับ e-Marketplace เป็น SMEs community ของประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสในการออนไลน์สินค้าให้ SMEs แล้ว ยังเชื่อมวงจรธุรกิจ และเกิดเป็น “ระบบนิเวศ” ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และเชื่อมถึงกันได้สมบูรณ์ ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังทำเรื่อง “Digital ID” ก็จะนำไปสู่การให้สินเชื่อสภาพคล่องในแบบ “Micro Mobile Banking Service” ได้ เมื่อมีการยืนยันตัวตนได้ และเมื่อเห็นประวัติการชำระเงินของลูกหนี้
“แล้วยังเชื่อมให้สามารถขอสินเชื่อได้ โดยเครดิตบูโร โดยแบงก์ต่าง ๆ นอกเหนือไปจากแบงก์ของรัฐ และสุดท้ายแล้วยังสามารถไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอใบอนุญาต การเสียภาษี เป็นต้น” นายผยงกล่าว
พลังที่เกิดขึ้นจากการเป็น SMEs community จะทำให้การเชื่อมโยงธุรกิจ SMEs แบบ B to B ที่สมบูรณ์ขึ้น เกิดความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางที่มีราคาแพง
ทั้งหมดนี้หากพัฒนาจริงจัง และทุกหน่วยงานพร้อมที่จะเชื่อมโยงข้อมูล ก็น่าจะทำให้รัฐเข้าใจปัญหา และเข้าไปช่วยเหลือ SMEs ได้อย่าง “ตรงจุด” มากกว่าที่ผ่านมา