Skip to content

“ศุภวุฒิ” เตือนคริปโทดิ่ง ซ้ำรอยปี’61 สหรัฐขึ้นดอกเบี้ย

31 ม.ค. 2565 | 08:18น.
“ศุภวุฒิ” เตือนคริปโทดิ่ง ซ้ำรอยปี’61 สหรัฐขึ้นดอกเบี้ย

“ศุภวุฒิ” เตือนระวังเฟด “ขึ้นดอกเบี้ย-ลดงบดุล” เสี่ยงฉุดคริปโทร่วงหนัก ชี้มีบทเรียนปี’61 “บิตคอยน์-อีเทอเรียม” ราคาดิ่งกว่า 70-80% จากการที่ปีนั้นเฟดขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง และลดงบดุลไป 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมแนะรัฐบาลทำยุทธศาสตร์ทบทวนจุดยืน-เป้าหมาย-วางตำแหน่งประเทศไทยกับสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนก่อนออกนโยบายคุม ชี้เรื่องเก็บภาษีควรมาทีหลัง ขณะที่ “ก.ล.ต.” เดินหน้าแก้ไขกฎหมาย-รื้อเกณฑ์กำกับ พร้อมจับมือ “คลัง-แบงก์ชาติ” เปิดฟังความเห็นเกณฑ์นำสินทรัพย์ดิจิทัลใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ 6 ข้อภายใน 8 ก.พ.นี้

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นตลาดที่ใหม่และมีความเสี่ยงสูงมาก โดยเพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อปี 2551-2552 และที่ผ่านมา ก็เคยมีประสบการณ์เมื่อปี 2561 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง

และลดงบดุลไปประมาณ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้คริปโทเคอร์เรนซี ทั้งบิตคอยน์และอีเทอเรียมที่มีมูลค่าตลาดรวมกัน 70-80% ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ได้รับผลกระทบจนราคาลดลงไปกว่า 70-80% ซึ่งมาถึงรอบนี้ที่เฟดส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ย และลดงบดุล ก็จะเจอปัญหาเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าตลาด (market cap) ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก อยู่ที่ราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก่อนหน้านี้ก็ขึ้นไปถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งก็มีโอกาสได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าครั้งก่อน

“ตอนนี้ตลาดใหญ่มาก ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งตอนมีรายงานเฟดออกมา ราคาก็ร่วง คือ มีประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี คริปโทนี้ จะต้องแบ่งแยกให้เป็น ว่าเคอร์เรนซีตัวไหนมีประโยชน์ มี utility เพราะยังมีเทคโนโลยีที่พยายามจะทำให้คริปโทใช้งานได้ง่าย ใช้ได้ถูกและเร็วขึ้น ฉะนั้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ก็ต้องไปดูในแต่ละตัว ซึ่งปัจจุบันคริปโทมีอยู่เป็น 100 ตัว” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

ดร.ศุภวุฒิกล่าวด้วยว่า อยากเห็นนโยบายประเทศไทยเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมานั่งหารือและประเมินว่าอยากเห็นอนาคตของสินทรัพท์ดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซีเป็นอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ขนาดของตลาดควรจะใหญ่แค่ไหน และจะมีบทบาทอย่างไรในเศรษฐกิจโลก

ซึ่งหากมีประโยชน์ หรือตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในโลกขยายใหญ่ขึ้น จาก 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 5 หรือ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยจะไปอยู่ตรงไหนของตลาด และจัดตำแหน่งตัวเองอย่างไร หรือจะหาตลาดเฉพาะ (niche) ให้ตัวเองอย่างไร จากนั้น ก็ต้องบอกให้ประชาชนได้รับรู้ และวางโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน

“จุดสำคัญอยู่ที่รัฐบาล จะต้องมาประเมินว่าคริปโท จะเป็นอย่างไร จะต้องมี white paper มา หรือเรียกเอกชนมาคุยก็ได้ เพื่อตกผลึก ในแง่ของแผนยุทธศาสตร์ก่อน เสร็จแล้วจะเก็บภาษีหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องแรก แต่คำถามคือภาครัฐมีมุมมองต่อตลาดคริปโทในอีก 10-20 ปีข้างหน้าอย่างไร แล้วจึงค่อยมาออกแบบนโยบายกันว่าคริปโท จะไปทางไหน และไทยจะอยู่ตรงไหนของ ecosystem ถึงตอนนั้น ถ้าจะมีการเก็บภาษีก็ไม่เป็นไร” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณ ว่าไม่สนับสนุนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยให้เหตุผลว่าราคามีความผันผวนมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม และจะกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน หากนำถูกไปใช้ในวงกว้าง จะทำให้ระบบการเงินไทยมีหลายสกุลเงิน อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ห้ามในเรื่องของการลงทุน เพราะผู้ลงทุนจะเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น stablecoin ที่จะนำมาใช้ในการรับสินค้าและบริการ สอดคล้องกับแนวทางในต่างประเทศ

และล่าสุดกระทรวงการคลัง ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างหลักเกณฑ์กำกับสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีด้วยกัน 6 ข้อ ห้ามโฆษณาเชิญชวน ไม่จัดทำระบบ ไม่ให้บริการเปิดกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) และไม่ซื้อขายเพื่อรับเป็นเงินบาท หรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังบัญชีผู้อื่น รวมถึงการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดการนำ digital asset มาใช้เป็นการชำระค่าสินค้าและบริการ (means of payment) โดยร่างเกณฑ์กำกับจะเปิดรับฟังจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2565 นี้

ขณะที่ ก.ล.ต.ได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะของการระดมทุน ได้แก่ investment token และ utility token ไม่พร้อมใช้ จากเดิมอยู่ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ไปกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯแทน

รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นการให้บริการแก่ลูกค้าของผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลและที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล โดยไม่ให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปทำธุรกรรมใด ๆ เป็นลักษณะการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า หรือการจัดทำบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์ม DeFi (decentralized finance)

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือเวียนเตือนผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ระมัดระวังเปิดบัญชีให้ผู้เยาว์ โดยผู้เยาว์จะทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน และต้องทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ให้ทราบตัวตนก่อนอนุมัติเปิดบัญชี และออกเกณฑ์วางแนวทางกำกับ nonfungible token (NFT)

อีกทั้งได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกำกับดูแลผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลและการให้บริการกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า และได้ออกเกณฑ์ห้ามซื้อขายโทเค็น 4 ลักษณะ คือ meme token, fan token, NFT, โทเค็นดิจิทัลที่ออกโดยศูนย์ซื้อขาย พร้อมทั้งคุมนักลงทุนรายย่อยเทรดคริปโท กำหนดต้องมีรายได้เกิน 1 ล้านบาทต่อปี