น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อมกราคม โต 3.23% สูงสุดรอบ 8 เดือน
เงินเฟ้อ มกราคม 2565 สูงขึ้น 3.23% เหตุจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ขณะที่กลุ่มอาหารสดกระทบเงินเฟ้อน้อยมาก ย้ำยังติดตามสถานการณ์อื่น รวมถึงมาตรการรัฐ สนค.ยังไม่ปรับประมาณการเงินเฟ้อใหม่ในตอนนี้
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคม 2565 เท่ากับ 103.01 สูงขึ้น 3.23 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้นในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เมษายน 2564 และลดลง 2.17% จากเดือนก่อนหน้า และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนนี้ เป็นผลมาจากราคาพลังงานสูงขึ้น 19.22% รวมไปถึงกลุ่มสินค้าอาหารสด ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง แรงงาน ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี สนค.ยังมองว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนนี้ ยังอยู่ในระดับปานกลางและค่อนข้างต่ำเกือบถึงอ่อน หากพิจารณาเงินเฟ้อคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐเงินเฟ้ออยู่ที่ 7% สหราชอาณาจักรเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.4% สิงคโปร์เงินเฟ้ออยู่ที่ 4% เป็นต้น

อีกทั้งเงินเฟ้อของไทย สนค.ยังมองว่ายังอยู่ในกรอบที่ประเมินอยู่ ดังนั้น จะยังไม่มีการประเมินและปรับอัตราเงินเฟ้อ กรอบสมมุติฐานใหม่ ซึ่งจะประเมินอีกครั้งช่วงปลายเดือนมีนาคม 2565 นี้ และยังไม่สะท้อนที่ให้ภาครัฐนั้นจะต้องออกนโยบายเข้ามาดูแลเงินเฟ้อ เพราะมองว่าหากภาครัฐจะพิจารณามาตรการเพื่อมาดูแลเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะต้องสูงขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน
“แต่หากเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง 3%, 4% และ 5% ต่อเนื่อง อาจจะต้องมาพิจารณาแล้วว่าเกิดจากปัจจัยอะไร และจะหากมาตรการไหนเข้ามาดูแล แต่เดือนนี้ที่เงินเฟ้อขึ้นก็เพียงต้องเผ้าติดตาม และเหตุที่เงินเฟ้อขึ้นจากปัจจัยภายหลัง คือ พลังงาน ซึ่งกระทบเงินเฟ้อ 2.25% หากพิจารณาในกลุ่มอื่น เช่น ไก่สด ไข่ไก่ เนื้อหมู ส่งผลต่อเงินเฟ้อน้อยมาก เพียง 0.67% ซึ่งไม่ได้มีผลให้เงินเฟ้อเดือนนี้สูงขึ้น ดังนั้น ยังไม่น่าห่วงแต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
นอกจากนี้ จากการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น สนค.ยังไม่ได้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้น 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะต้องมีการพิจารณาผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ หรือจะต้องพิจารณากรอบอัตราเงินเฟ้อใหม่ รวมไปถึงจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในเดือนหน้า รวมไปถึงไตรมาส 1 ของปี 2565 เป็นอย่างไร เนื่องจากต้องพิจารณาอื่น รัฐมีมาตรการอะไรเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งต้องพิจารณาจากนี้ 3-4 เดือนถึงจะพิจารณาผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อได้ และกรอบเงินเฟ้อใหม่ได้ ทั้งนี้ ยังมองในกรอบเดิม
เงินเฟ้อปี 2565 ภายใต้สมมติฐานที่ประเมินไว้ คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัว 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 63-73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.5-33.5 บาทต่อเหรียญ ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2565 อยู่ในช่วง 0.7-2.4% ค่ากลางอยู่ที่ 1.5%

นายรณรงค์กล่าวอีกว่า สำหรับการคาดว่าเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ไม่มากนัก สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามราคาในตลาดโลก ประกอบกับราคาฐานของเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมายังอยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตาม
ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าจ้างแรงงาน และยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2565 ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิตและราคาขายปลีกสินค้าและบริการในลำดับต่อไป
นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการติดตามสถานการณ์ ก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตสินค้าและจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อได้ ส่วนจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็ต้องติดตามสถานการณ์ แต่เบื้องต้นยังไม่ประเมินในตอนนี้ต้องรอติดตามปัจจัยอื่นประกอบ
จากการติดตามรายการสินค้า มี 242 รายการสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เนื้อสุกร น้ำมันพืช ค่ากระแสไฟฟ้า กระดูกซี่โครงหมู ไข่ไก่ ไก่สด กับข้าวสำเร็จรูป อาหารกลางวัน สินค้าที่ลดลง 64 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว หัวหอมแดง พริกสด ส้มเขียวหวาน ขิง ต้นหอม ค่าเช้าบ้าน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ส่วนสินค้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง 64 รายการ เช่น ค่าบริการใช้โทรศัพท์มือถือ ค่าบริการใช้อินเทอร์เน็ต ค่าเดินทางไปเยี่ยมญาติและทำบุญ ค่าเบี้ยประกันภัยรถ ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี ค่าเบี้ยประกันภัยคุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถ