บทบรรณาธิการ
วิกฤตยูเครนมาถึงจุดพีกของความตึงเครียดในที่สุด นับจากสหรัฐอเมริกากล่าวหารัสเซียว่าจะบุกรุกยูเครนตั้งแต่ปลายปีก่อน เมื่อพบการเคลื่อนกำลังพลเกินแสนนายพร้อมอาวุธครบเครื่องประชิดพรมแดนยูเครนทั้งฝั่งตะวันออก ตามด้วยการซ้อมรบข่มขวัญอยู่ทางเหนือ
สถานการณ์นี้จึงปั่นป่วนตลาดเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่ว่าหุ้น ทอง น้ำมัน คริปโต ฯลฯ ตามที่คาดหมายไว้
แม้ศึกเผชิญระหว่างชาติมหาอำนาจยกระดับขึ้นนี้ไม่ใช่การเปิดฉากสงครามที่ใช้อาวุธอย่างเต็มรูปแบบ แต่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ รวมถึงทางการเมืองและการทูต ส่งสัญญาณจะยืดเยื้ออีกยาวนาน
การที่รัสเซียส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกของยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ไม่ใช้คำว่าบุกรุก แต่เป็นภารกิจรักษาสันติภาพให้สองดินแดนในภูมิภาคดอนบัส คือ ลูฮันสก์และโดเนตสก์ ซึ่งรัสเซียลงนามรับรองการแยกตัวของสองสาธารณรัฐประชาชนออกจากยูเครนเมื่อวันที่ 21 ก.พ.
หลังจากรัสเซียหนุนกองกำลังกบฏในพื้นที่นี้มานานแล้วด้วยข้ออ้างทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยเพิ่มความเข้มข้นตั้งแต่ 7 ปีก่อน เมื่อรัสเซียผนวกดินแดนสาธารณรัฐไครเมียที่ตีจากยูเครนในแบบเดียวกัน
ถึงวันนี้ไครเมียยังอยู่ดีกับรัสเซีย และไม่มีใครเข้าไปแตะต้องได้ แต่การเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจยังไม่ลดลงนับจากนั้น
เช่นเดียวกับครั้งนี้ชาติตะวันตกลั่นเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รวมถึงแซงก์ชั่นสองดินแดนกบฏยูเครนแบบที่สหรัฐอเมริกาเริ่มทำไปแล้ว
การวิเคราะห์ของสถานการณ์นี้จึงมุ่งไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รวมถึงส่วนที่จะคุกคามเขย่าขวัญการลงทุนและอัตราการเจริญเติบโตโดยรวมของโลก
รัสเซียมีตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2565 ร้อยละ 2.4 จากปี 2564 ที่ขยายตัวร้อยละ 4.6 เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยการระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น และความต้องการบริโภคสินค้ามากขึ้น
หากภาพรวมเศรษฐกิจรัสเซียดีขึ้น ไทยน่าจะได้อานิสงส์ในการส่งออกของไทยไปยังรัสเซียในปี 2565 ด้วยตัวเลขเติบโตร้อยละ 7-8 หลังจากปี 2564 มีมูลค่าการส่งออกไปมากถึง 1,027 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.68
อย่างไรก็ตาม หากการยกระดับคว่ำบาตรรัสเซียมุ่งจำกัดการค้าระหว่างประเทศโดยให้ชาติพันธมิตรปฏิบัติตาม เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้