เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
Politics นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
Finance เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
Finance PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
Biz Movement ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
Finance SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
Automotive จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
Real Estate เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
Politics แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
Economic กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ดูทั้งหมด

คว่ำบาตรรัสเซีย = สหรัฐคว่ำบาตรเศรษฐกิจตัวเองหรือไม่?

09 มี.ค. 2565 | 12:05น.
ผู้เขียน : ณัฐนันท์ รำเพย Economist, Bnomics

Bnomic ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐ จะกลายเป็นการคว่ำบาตรเศรษฐกิจตัวเองด้วยหรือไม่

เกมการคว่ำบาตรทางการต่างประเทศระหว่างสหรัฐ และรัสเซีย กำลังดำเนินไปสู่อีกขั้นที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ในตอนแรกนั้น มาตรการคว่ำบาตรที่ออกมายังเล็งไปเฉพาะจุด กระทบแค่บางคน และที่สำคัญ คือ มาตรการที่ออกมา ถ้าจะให้ดีแล้วก็ “ไม่ควรกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศตนเอง”

แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไป ต่างไม่มีใครยอมอ่อนข้อแก่ใครก่อน จึงทำให้มีมาตรการที่แข็งกร้าวรุนแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ

และล่าสุด มาตรการที่กำลังพิจารณากันอยู่ระหว่างสหรัฐ และประเทศพันธมิตร อย่างการแบนการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย ก็กำลังสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายอย่างมาก เกิดการคาดการณ์กันว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ได้ตกอยู่กับรัสเซียเองเท่านั้น แต่จะย้อนกลับมาถึงอเมริการวมถึงทั้งโลกด้วย

ไบเดนถูกกดดันให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซียเพิ่มขึ้น

ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงในยูเครนที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อเนื่อง กระแสการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงมากขึ้น ก็มีออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งมาตรการที่มีการวิเคราะห์กันว่า เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ ปิโตรเลียมเหล่านี้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของรัสเซีย ที่มีสัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สูงถึงประมาณ 50% เลย

การแบนปิโตรเลียมจากรัสเซีย ได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีหัวเรือคนสำคัญที่ออกมาเรียกร้อง คือ คุณแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ (Speaker of the United State House Representative) คนปัจจุบัน (ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก โดยหากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ก็จำเป็นต้องรับบทบาทนั้นแทน)

ซึ่งแม้คุณไบเดนจะยังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องมาตรการคว่ำบาตรนี้ด้วยตนเองโดยตรง แต่ก็มีตัวแทนจากฝ่ายบริหารคนสำคัญ อย่างรัฐมนตรีต่างประเทศ คุณแอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “การนำเข้าสินค้าปิโตรเลียมจากรัสเซีย กำลังอยู่บนโต๊ะเจรจาระหว่างสหรัฐ และชาติพันธมิตร)”
เป็นการเปิดโอกาสว่า มาตรการนี้มีโอกาสที่จะถูกนำมาใช้ได้จริง

แต่การนำมาตรการนี้ออกมาใช้นั้น มีต้นทุนทางด้านเศรษฐกิจอยู่ ต่อทั้งสหรัฐเองและทั้งโลก

แม้ว่า ทางสหรัฐจะนำเข้าน้ำมันดิบจากทางรัสเซียเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย ประมาณ 90,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นไม่ถึง 2% เท่านั้น

แต่บทบาทของปิโตรเลียมรัสเซียในเวทีโลก ที่คิดเป็นประมาณ 10% และเป็นแหล่งพลังงานหลักของทวีปยุโรป ถ้าปริมาณนี้หายไป ก็ย่อมส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงสหรัฐ
โดยตอนนี้ แม้จะยังไม่มีการห้ามนำเข้าปิโตรเลียมรัสเซีย เราก็เห็นการปรับตัวของราคาไปก่อนแล้วในสินค้าโภคภัณฑ์หลากหลาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงสำคัญทั้ง WTI (อ้างอิงหลักที่สหรัฐ) และ Brent Crude Oil (อ้างอิงหลักที่ยุโรป) ก็ปรับขึ้นทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัว Brent Crude Oil ที่เกือบจะแตะระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว

ราคาน้ำมัน gasoline หน้าปั๊มของสหรัฐก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาสัปดาห์เดียว ราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 11%

ที่น่ากังวลใจยิ่งกว่านั้นคือ ราคาน้ำมันอ้างอิงปรับขึ้นมา ยังไม่ได้ส่งผ่านมาถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีแนวโน้มว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนในสหรัฐ (รวมถึงทั่วโลก) อาจะจะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นกว่าตอนนี้อีก
ซึ่งประชาชนในสหรัฐเอง ก็อาจจะยังมีขยาดไม่อยากจะเจอกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนหรือน้ำมันราคาสูงอีกแล้ว เนื่องจากพวกเขาเคยผ่านประสบการณ์วิกฤติราคาน้ำมันมาแล้วถึงสองรอบหลัก ในช่วงยุค 70-80 ที่เคยมีภาพที่รถยนต์ต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมันมาแล้ว

ทางสหรัฐก็มองเห็นปัญหานี้ ในตอนนี้จึงได้พยายามติดต่อไปยังประเทศในตะวันออกกลางให้เร่งการผลิตน้ำมันขึ้นมาชดเชย อย่างไรก็ดี ตอนนี้เหมือนว่า ประเทศเหล่านั้นก็ยังสงวนท่าที รอเล่นเกมที่ประเทศตัวเองจะได้ประโยชน์สูงสุดอยู่เช่นกัน

ปัญหาในตลาดการเงิน

ทั้งหมดนี้ ก็สร้างความกังวลใจให้กับตลาดการเงินด้วย เริ่มมีการทยอยขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และหันเข้าไปถือสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Safe Haven) แทน โดยมีทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์ทางบวก พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่กลาง ปี ค.ศ. 2020

นอกจากนี้ วิกฤติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ยังเป็นการเพิ่มความท้าทายในการใช้นโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงถัดไปด้วย

จากที่จะเล็งไปจัดการปัญหาเงินเฟ้ออย่างเดียว เพราะตัวเลขการจ้างงานกลับมาดีแล้ว

ก็ต้องกลับมาทดปัญหาวิกฤติยูเครนไว้ในใจด้วยว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และโลกแค่ไหน? การส่งออกไปยุโรปจะหดตัวมากไหม? หรือปัญหาราคาน้ำมันจะส่งผลต่อการผลิตและบริโภคอย่างไร? ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ

เพราะถ้าถ้าขึ้นดอกเบี้ยหรือถอนยาสภาพคล่องเร็วเกินไป ก็จะสร้างบาดแผลไว้ให้เศรษฐกิจและประชาชนของตัวเองได้ อาจจะไม่มากเท่ากับรัสเซีย แต่ก็เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจตนเองเช่นกัน

ในตอนนี้ ก็ต้องจับตามองสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดต่อไป อย่างไร ลึก ๆ แล้ว ก็คงไม่มีประเทศไหนที่จะอยากจ่ายราคาที่แพงเกินไปเพื่อให้ชนะในสงครามครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรที่บอกได้อย่างแน่ชัด เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา อะไรที่เราเคยบอกว่า จะไม่เกิดขึ้นในวิกฤติครั้งนี้ ก็ดันเกิดขึ้นมานัดต่อนัดแล้ว…

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัสเซีย