เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
Politics ‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
Business มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
Finance GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
Automotive ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
News วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
ก.กลาง ยึดมติฟันโกงสอบ 5,925 ราย จ่อขีดเส้น อปท.ถอดถอนให้จบ 31 ส.ค.
Politics ก.กลาง ยึดมติฟันโกงสอบ 5,925 ราย จ่อขีดเส้น อปท.ถอดถอนให้จบ 31 ส.ค.
‘กลุ่มวัธนเวคิน’ ขยับใหญ่ ทุ่ม 700 ล้าน ปักหมุด PADDIO บูมแลนด์แบงก์บางนา 400 ไร่
Real Estate ‘กลุ่มวัธนเวคิน’ ขยับใหญ่ ทุ่ม 700 ล้าน ปักหมุด PADDIO บูมแลนด์แบงก์บางนา 400 ไร่
สกสว.ผนึก DIP คิกออฟมหกรรมหนุนเชื่อมนวัตกรรมเพิ่มคุณค่างานวิจัย
Uncategorized สกสว.ผนึก DIP คิกออฟมหกรรมหนุนเชื่อมนวัตกรรมเพิ่มคุณค่างานวิจัย
สิ้นยุคหวานร้อย ต้องหวานน้อยเท่านั้น Grab บอกคนสั่ง ‘หวานน้อย’ เพิ่มขึ้น 50% กาแฟดำ-เคลียร์มัทฉะนำโด่ง
Business สิ้นยุคหวานร้อย ต้องหวานน้อยเท่านั้น Grab บอกคนสั่ง ‘หวานน้อย’ เพิ่มขึ้น 50% กาแฟดำ-เคลียร์มัทฉะนำโด่ง
ไปรษณีย์ไทยโชว์พลัง ‘ซูเปอร์ดาต้า’ พลิกบทบาทสู่ Lifestyle Logistics
Tech ไปรษณีย์ไทยโชว์พลัง ‘ซูเปอร์ดาต้า’ พลิกบทบาทสู่ Lifestyle Logistics
ดูทั้งหมด

กางแผนรับมือวิกฤตค่าไฟ ปลดล็อกรับซื้อไฟโซลาร์รูฟโรงงาน

06 เม.ย. 2565 | 13:40น.

กกพ.กางแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้า peak สูงสุดประจำปี 2565 เน้นบริหารจัดการต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพื่อลดค่าไฟให้ได้มากที่สุด วางแผนใช้ “น้ำมัน” แทนก๊าซ “LNG” ผลิตไฟฟ้าด้วยต้นทุนประหยัดสุด ป้องกันค่า Ft งวดที่ 3 พุ่งพรวด พร้อมแง้มข่าวดีเปิดรับซื้อจากโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มรวดเดียวอีก 100 MW แถม “ปลดล็อก” โครงการโซลาร์รูฟ เปิดทาง 3 การไฟฟ้ารับซื้อไฟส่วนเกินจากโรงงานที่แห่ติดแผงโซลาร์ หนีค่าไฟแพง

วิกฤตทางด้านพลังงานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นพ่วงไปกับการขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวด 1 (ม.ค.-เม.ย. 2565) ในอัตรา 1.39 สตางค์/หน่วย

ตามมาด้วยค่า Ft งวดที่ 2 (พ.ค.-ส.ค. 2565) อีก 24.77 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นเป็น 4 บาท/หน่วยนั้น ได้สร้างความวิตกให้กับผู้ใช้ไฟทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม

โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แสดงความกังวลผลที่จะเกิดขึ้นกับ “ต้นทุน” การผลิตสินค้า พร้อมทั้งขอให้พิจารณา “ทบทวน” ค่า Ft อีกครั้ง ในขณะที่ กกพ.เองคิดหาทางบรรเทาค่าเชื้อเพลิงผันแปรลง

ประกอบกับใกล้ที่จะถึงช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak) ประจำปี 2565 ในจังหวะนี้เองทาง กกพ.จึงวางแผนที่จะแสวงหาพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวลทดแทนพร้อมกับ “ปลดล็อก” โครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (solar rooftop) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้ไฟฟ้าที่มีราคาถูกลง

แจกแจงทำไมค่า Ft พุ่ง

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวถึงการปรับขึ้นค่า Ft ที่ผ่านมาที่จะส่งผลโดยตรงต่อราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในครึ่งปีนี้ว่า เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานในแหล่งก๊าซเอเราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ทำให้ผู้รับสัมปทานรายใหม่ (บริษัท ปตท.สผ. เอ็นเนอร์ยี่ดีเวลล็อปเม้นท์) ยังไม่สามารถเดินเครื่องผลิตก๊าซได้เต็มที่ โดยปริมาณก๊าซจะหายไปประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต

จากเดิมที่เคยผลิตได้ 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต (จากทั้งหมดที่มีก๊าซ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต) ก๊าซที่หายไปนี้ต้องนำเข้า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เข้ามาทดแทน จากเดิมที่ต้องนำเข้าอยู่แล้วในสัดส่วน 18% ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30% (ด้วยราคาเฉลี่ยที่ค่อนข้างแพงเพราะต้องซื้อ LNG ในราคา spot) ในช่วงที่พิจารณาค่า Ft งวดที่ 1/2565 และนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 40% ในช่วงการพิจารณาค่า Ft งวดที่ 2/2565

“ผลของการปรับสูตรเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงไฟฟ้าด้วยการนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จากราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณ 4-5 เหรียญ/ล้าน BTU ก๊าซจากแหล่งเมียนมาที่ 7-8 เหรียญ/ล้าน BTU มาเป็นก๊าซ LNG แบบลองเทอมอยู่ที่ประมาณ 10 เหรียญและแบบ spot เฉลี่ย 13 เหรียญ

ช่วงปลายปี 2564 ขยับมาที่ 20 เหรียญ และยิ่งมาเจอสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ LNG ราคาพุ่งขึ้นไปกว่า 30 เหรียญ ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของไทยแพงขึ้น ดังนั้นแนวโน้มค่าไฟฟ้าจึงแพงตามแผนการนำเข้าก๊าซ LNG นั่นเอง” นายคมกฤชกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วน 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งหากแยกเฉพาะในส่วนของก๊าซธรรมชาติ 60% จะแบ่งเป็น ก๊าซจากแหล่งอ่าวไทย การนำเข้าก๊าซจากเมียนมา และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีทั้งสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวปีละ 5.2 ล้านตัน และระยะสั้นแบบ spot อีกส่วนหนึ่งปีละ 1-3 ลำเรือ

รับมือ Peak ไฟฟ้าสูงสุด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงระยะเวลานี้ของทุกปีจะเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ peak ทาง กกพ.ได้เตรียมแผนรับมือภายใต้หลักการสำคัญที่ว่า ประเทศไทยจะต้องมีกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้า “พอเพียง” แต่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ไทยมีปริมาณการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการใช้มาตั้งแต่ปี 2561 (ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงมาก)

ประกอบกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา 2 ปี ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนัก ดังนั้นแนวทางการกำกับดูแลช่วง peak ของปีนี้จะเน้นการบริหารจัดการใช้เชื้อเพลิงอย่างไรเพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกที่สุด

“ปกติช่วง peak ไฟฟ้าจะอยู่ในราวเดือนเมษายน แต่โควิด-19 ทำให้ช่วงเวลาเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศเปลี่ยนไป โดยในปี 2561-2562 จะเกิด peak ไฟฟ้าในเดือนเมษายน แต่มาถึงปี 2563-2564 peak กลับมาเกิดขึ้นในช่วงต้นปีกับในเดือนพฤษภาคม

ส่วนหนึ่งมาจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในขณะนั้นสะท้อนการใช้ชีวิตผู้บริโภคเปลี่ยนไปก็ทำให้ช่วงเวลาที่เกิด peak ไฟฟ้าสูงสุดเปลี่ยนไปด้วย สำหรับในปี 2565 กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าจะเกิด peak ไฟฟ้าเดือนใด

แต่เท่าที่ดูตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดต่อเนื่องในปี 2561 เกิด peak ที่ 29,000 MW มาเป็น 30,000 MW ปี 2563 เป็น 31,000 MW และปี 2564 เป็น 32,000 MW หากแยกรายกลุ่มจะเห็นชัดว่า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การใช้ไฟฟ้าในปี 2563 และ 2564 แทบไม่เพิ่มเลย แต่ในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัยมีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดระหว่างก่อนโควิดและหลังโควิด-19” นายคมกฤชกล่าว

ใช้น้ำมันลด LNG ผลิตไฟฟ้า

สำหรับแผนการบริหารจัดการไฟฟ้าเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานนั้น นายคมกฤชกล่าวว่า ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ตั้งแต่ “เลื่อน” การปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะออกไป เพื่อให้มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าส่วนนี้เพิ่มขึ้น

ต่อมาก็คือการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในส่วนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (สัดส่วนร้อยละ 60) ด้วยการเปลี่ยนสูตรการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซมาเป็นน้ำมัน การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ล่าสุดกำลังมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมว่า จะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันได้ปริมาณมากที่สุดเท่าไร ซึ่งเบื้องต้นผลิตไฟฟ้าได้โดยใช้น้ำมันปริมาณ 10 ล้านลิตร/วัน แต่สามารถขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันได้สูงสุดถึง 20 ล้านลิตร/วัน แต่ในทางปฏิบัติจริงอาจทำได้ 13-14 ล้านลิตร/วัน เพื่อรักษาระดับการผลิตให้ได้ตามประมาณการและป้องกันข้อจำกัดเรื่องการเติมสต๊อกน้ำมัน

“ในภาวะปกติต้นทุนการใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้ามันแพงกว่าก๊าซอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้ราคา spot ของ ก๊าซ LNG มันแพงทะลุไป 30-40-50 เหรียญ เทียบกับราคาน้ำมันที่ไม่ได้ปรับขึ้นไปแบบนั้น ฉะนั้นเราจึงมองว่า ถ้าเปลี่ยนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าจากแก๊สเป็นน้ำมันก็พอจะช่วยได้

คือถ้าเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแล้วก็ยังสามารถที่จะ keep condition ไว้ได้อยู่ ซึ่งเดิมทีคาดว่าจะต้องนำเข้าก๊าซ LNG เข้ามาชดเชยส่วนต่างปริมาณก๊าซที่หายไปอีก 4.5 ล้านตัน เราก็มุ่งจะคอนเวิร์ตส่วนนี้ให้เป็นน้ำมันมากที่สุด เพื่อมาเป็นส่วนผสมต้นทุนเชื้อเพลิงในค่า Ft ให้ลดลงบ้าง” นายคมกฤชกล่าว

ขณะเดียวกันได้เร่งการก่อสร้างสถานีแปรสภาพก๊าซ LNG เทอร์มินอลแห่งที่ 2 ที่มาบตาพุดให้แล้วเสร็จ และคาดว่าจะพร้อมใช้งานได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ เพื่อรองรับปริมาณการนำเข้า LNG มาแปรสภาพได้มากขึ้น หรือสูงสุดอีก 5 ล้านตัน จากเดิมที่ LNG เทอร์มินอลแห่งที่ 1 รองรับได้ 11.5 ล้านตัน เพื่อรองรับในกรณีที่อาจจะมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นมากกว่าแผนเดิมที่ออกแบบไว้

ซื้อชีวมวลอีก 100 MW

ส่วนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากส่วนการผลิตอื่น ๆ (ร้อยละ 40) นอกเหนือไปจากการใช้ก๊าซธรรมชาตินั้น ได้มีการเพิ่มการใช้ “พลังงานไฟฟ้าชีวมวล” จากโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 100 MW ขณะนี้ได้ออกประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลแล้ว คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนในปลายเดือนเมษายนนี้ ซึ่งหากมีจำนวนผู้สนใจมากก็อาจจะพิจารณาเพิ่มการผลิตไฟฟ้าชีวมวลเป็น 200 MW ก็ได้

“เงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลคราวนี้จะเปิดกว้างให้ทั้งผู้ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอยู่แล้วและผู้ที่ไม่มีสัญญา โดยกำหนดช่วงเวลาในการรับซื้อระยะสั้นประมาณ 1-2 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ก๊าซธรรมชาติขาด (ช่วงเปลี่ยนผ่านของผู้รับสัมปทานก๊าซในอ่าวไทย) และจะทำสัญญาเป็นปีต่อปี ส่วนระดับราคารับซื้อไฟฟ้าจะเป็นตามที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบ ให้รับซื้อจากเครื่องจักรที่ผลิตเดิม ไม่ได้สร้างใหม่ หรือหน่วยละประมาณ 2.20 บาท”

ปลดล็อกโซลาร์บนหลังคาโรงงาน

นอกจากนี้ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังพบว่า ประชาชนและภาคเอกชนหันมาติดตั้ง “แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือ solar rooftop” มากขึ้น เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดค่าไฟฟ้าในส่วนของภาคประชาชนและเอกชน โดยในส่วนของภาคประชาชนเดิมได้รับการส่งเสริมตาม “โครงการโซลาร์ประชาชน”

ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเรื่องพัฒนาพลังงานทดแทนรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ “วิธีจูงใจ” ด้านราคา แต่ก็มีผู้สนใจติดตั้งมากขึ้น โดยในปี 2562 มีจำนวนติดตั้ง 451 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 2.4 MW ปี 2563 มีจำนวน 435 ราย กำลังการผลิต 2.44 MW และปี 2564 ล่าสุดมีจำนวน 404 ราย กำลังการผลิต 2.6 MW รวมทั้ง 3 ปีมีจำนวนผู้ติดตั้ง 1,290 ราย กำลังการผลิตรวม 7.1 MW ซึ่งโครงการนี้ได้ขยายไปถึงกลุ่มโรงพยาบาลและโรงเรียนด้วย

ทั้งนี้ โครงการโซลาร์ประชาชนกำหนดเงื่อนไขให้ติดตั้งได้รายละไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ซึ่งต้นทุนในการติดตั้งปรับลงมาอยู่ที่กิโลวัตต์ละ 20,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์ที่เลือกใช้ กำหนดอัตราค่าไฟฟ้า 2.20 บาท/หน่วย ซึ่งไม่ได้จูงใจในด้านราคาค่าไฟมากนัก แต่สามารถลดการจ่ายค่าไฟฟ้าลงได้ 30% ยกตัวอย่าง จากที่เคยจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 10,000 บาท ก็ลดลงมาประมาณ 3,000 บาท

ขณะที่ภาคเอกชนในส่วนของโรงงานและภาคธุรกิจ หรือ IPS นั้นได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟบนหลังโรงงานอย่างกว้างขวางถึง 1,000 MW แล้ว เนื่องจากคุ้มค่าต่อการลงทุนจากการที่โรงงานต้องใช้ไฟฟ้าในการผลิตตอนกลางวันตลอดทั้งวันอยู่แล้ว เมื่อผลิตได้ใช้หมดจะประหยัดประมาณ 3-4 บาท แต่เดิมรัฐบาลไม่ได้รับซื้อไฟฟ้าคืน เพราะการใช้หมดเหมือนการขายไฟได้ราคา 3-4 บาท โรงงานมีขนาดหลังคาใหญ่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟได้พื้นที่มากอยู่แล้ว

แต่ล่าสุดผลจากการที่ก๊าซ LNG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้ามีราคาแพงขึ้น กกพ.จึงประกาศรับซื้อไฟคืน จากทั้งผู้ที่มีสัญญาขายไฟอยู่แล้วและต้องการจะขายเพิ่ม ส่วนที่ยังไม่มีสัญญาที่คิดจะติดโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง แต่ภายหลังต้องการจะขายส่วนที่เหลือหรือช่วงที่เก็บไว้ช่วง “ออฟพีก” สามารถคืนกลับเข้าระบบของ 3 การไฟฟ้าได้

เพียงแต่ระดับราคารับซื้อคืนอาจจะไม่แพงมากนัก เนื่องจากจะต้องนำไฟฟ้าที่ซื้อคืนมาบริหารจัดการต่อ มีต้นทุน ถือว่าเป็นการลดต้นทุนในส่วนของการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ “แต่เราคงไม่อนุญาตให้ทุกโรงงานสามารถขายไฟคืนได้ เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องโอเวอร์โหลดสาย ดังนั้นก็คงต้องมาไล่ดูว่าได้มากสุดเท่าไหร่ ซึ่งเบื้องต้นเรากำหนดให้ระยะเวลา 1 ปี” นายคมกฤชกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าไฟ โซลาร์รูฟ