Skip to content

งัดกฎหมายพาณิชย์คุมค่ากลั่น กบง.หาช่องอุ้มราคาดีเซล

05 มิ.ย. 2565 | 09:16น.
งัดกฎหมายพาณิชย์คุมค่ากลั่น กบง.หาช่องอุ้มราคาดีเซล

สหพันธ์ขนส่งทางบกจี้รัฐทบทวนค่าการกลั่นน้ำมันพุ่ง 5 บ./ลิตร หวังนำส่วนลดช่วยอุดหนุนราคาดีเซล กบง.ตั้งปลัดพาณิชย์อนุกรรมการดูแล งัดพรบ.สินค้าบริการคุม ขีดเส้นจบ มิ.ย.65 ด้านโรงกลั่นฯ แจงยึดกลไกตลาดโลก นักวิเคราะห์หวั่นลดค่าการกลั่นฉุดกำลังผลิต หันส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศขาดแคลน

ท่ามกลางความกดดันจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศที่แพงขึ้นจนเกินไปกว่าที่ รัฐบาล จะใช้มาตรการ “อุดหนุน” ราคาน้ำมันด้วยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ในขณะที่กลไกในการบริหารจัดการในการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่าง “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ก็กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ฐานะกองทุนติดลบไปแล้ว -81,395 ล้านบาท และไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดยอมที่จะปล่อยเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง (20,000 ล้านบาท)

ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันส่วนหนึ่งหันไปตรวจสอบผลประกอบการของโรงกลั่นน้ำมัน และพบข้อเท็จจริงที่ว่า ทุกโรงกลั่นน้ำมันมีผลกำไรสุทธินับพันล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำไรจาก “ค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM-gross refining margin)” ซึ่งเป็นอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงกลั่น “ยิ่งค่าการกลั่นสูงขึ้นเท่าใดก็หมายความว่า โรงกลั่นน้ำมันแห่งนั้นสามารถทำกำไรได้ดีขึ้นเท่านั้น”

จับผิดค่าการกลั่น

ความเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดย นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอหารือการพิจารณาทบทวน “ค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM)” ภายในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากสหพันธ์พบว่า กลุ่มโรงกลั่นได้มีการปรับขึ้นค่าการกลั่นจาก 1.35 บาท/ลิตร ในเดือนมกราคม 2565 มาอยู่ที่ 5.15/ลิตร ในเดือนเมษายน และขึ้นเป็น 5.82 บาท/ลิตร ในเดือนพฤษภาคมนี้

โดยสมาพันธ์ถือเป็น “การฉวยโอกาส” ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงไปแล้ว 5 บาท/ลิตร เพื่อช่วยลดโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมันดีเซล ถือเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

“ผมอยากทราบเหตุผลที่ชัดเจนว่า ทำไมรัฐบาลจะดูแลค่าการกลั่นไม่ได้ ตอนนี้ค่าการกลั่นขยับขึ้นไปเป็น 400-500% นอกจากนี้ โรงกลั่นยังได้สินค้าที่เป็นบายโปรดักต์จากน้ำมัน ทั้งน้ำมันเครื่อง-จารบีไปขายอีก รวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์ ทำไมจะควบคุมค่าการกลั่นไม่ได้ ต้องอธิบายให้กระจ่าง เรากำลังถูกเขายึดน้ำมันดิบที่เป็นทรัพยากรของเรา

ถ้าหากสามารถลดค่าการกลั่นลงลิตรละ 2-3 บาท แล้วเอามาชดเชยราคาน้ำมันก็อาจจะลดลงอยู่ในระดับ 30-32 บาท/ลิตรก็ได้ หรือหากโรงกลั่นยอมลดค่าการกลั่นลง แต่รัฐบาลยังเอาไปชดเชยให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เหมือนกับที่ลดภาษีสรรพสามิต (5 บาท/ลิตร) อีก เราไม่ยอมแน่นอน และหากกระทรวงพาณิชย์ไม่ให้ความชัดเจนเรื่องนี้ ทางสมาพันธ์พร้อมจะพิจารณายกระดับมาตรการเพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป” นายอภิชาติกล่าว

ให้ใช้ กม.พาณิชย์เข้าควบคุม

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต” ขึ้นมา โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาประเด็นเรื่อง “ค่าการกลั่นน้ำมัน” ที่กำลังเป็นข้อกังขาในสังคมว่า โรงกลั่นฉวยโอกาสขึ้นค่าการกลั่นแพงเกินไปหรือไม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายนนี้

วัฒนพงษ์ คุโรวาท
วัฒนพงษ์ คุโรวาท

“เดิมเราเข้าไปดูค่าการกลั่น พบว่าเป็นระบบการค้าแบบเสรี ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี กระทรวงพลังงานไม่ได้ควบคุมค่าการกลั่น แต่จะใช้วิธีติดตามและประเมินสถานการณ์กำหนดเป็น reference ไว้เท่านั้น โดยสูตรค่าการกลั่นจะดูจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหักลบกับน้ำมันสำเร็จรูป เดิมจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

แต่ปัจจุบันปรับขึ้นไป 30-40-50 เหรียญ/บาร์เรล หมายถึงแกปมันห่างมากขึ้น ซึ่งค่าเฉลี่ยเบื้องต้นคำนวณเป็นรูปเงินบาทออกมาจะอยู่ที่ 1 บาทกว่าไม่เกิน 2 บาท อีกทั้งแต่ละโรงกลั่นน้ำมันก็จะมีอัตราค่าการกลั่นต่างกันตามเทคนิคของแต่ละโรงงาน และยังมีสเป็กน้ำมันที่ไม่เหมือนกันด้วย”

ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานได้ประกาศอัตราค่าการกลั่นเฉลี่ยล่าสุด วันที่ 2 มิ.ย. 2565 อยู่ที่ 5.72 บาท/ลิตร จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 105-110 เหรียญ/บาร์เรล และในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 110 เหรียญ/บาร์เรล บนสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ในกรอบ 33.3-34.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ “ค่าการกลั่น” ในปัจจุบันปรับสูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมัน แต่ตอนนี้โรงกลั่นโดน “ค่าพรีเมี่ยม” ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ซัพพลายลดลง หายาก ค่าขนส่งปรับสูง ซึ่งก็กลับกลายเป็นว่าต้นทุนโรงกลั่นสูงขึ้น แต่กำไรยังเท่าเดิม จากก่อนหน้านี้ที่ “ค่าการกลั่นติดลบ” แต่ กบง.หวังว่า กระทรวงพาณิชย์จะสามารถใช้เครื่องมือกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เข้ามาดูแลโครงสร้างราคาได้ ซึ่งมีหลาย ๆ แนวทางในการดูแล ต้องไปดูว่าโครงสร้างราคาเป็นอย่างไร ค่าการกลั่นเท่านี้พอหรือไม่ และที่เกินจากนี้เอาไปลดราคาน้ำมันได้ไหม อาจจะลดก็ได้ แต่จะลดเท่าไรต้องมาดูกัน

“หากให้เขา 2 บาท อีก 3 บาทมาช่วยขายปลีกได้ไหม นั่นเป็นสิ่งที่คณะอนุฯจะพิจารณา แต่หากจะให้กระทรวงพลังงานใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปดูแลค่าการกลั่นก็จะเป็นคนละวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายพลังงานจะเน้นดูเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐาน” นายวัฒนพงษ์กล่าว

และมาตรการที่จะกำหนดออกมาต้องบาลานซ์ทั้งสองฝ่าย เพราะหากบีบให้โรงกลั่นน้ำมันมีการปรับลดค่าการกลั่นมากเกินไปก็อาจจะส่งผลให้โรงกลั่นจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต จากปัจจุบันที่โรงกลั่นของไทยมี 6 โรง มีการใช้กำลังการผลิตที่ 85% หรือประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั้งหมดที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือโรงกลั่นอาจจะต้องผ่องถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันบางตัวไปสู่ตลาดส่งออกแทนก็ได้

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามผลประกอบการของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศจำนวน 6 แห่งพบว่า ในไตรมาส 1/2565 ทุกโรงมีกำไรสุทธิอยู่ในระดับ 1,000-7,000 ล้านบาท และหากจะพิจารณาจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจการกลั่น หรือค่าการกลั่น (GRM) จะพบว่า โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่มีค่าการกลั่นที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็น โรงกลั่น ESSO-SPRC ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดกลางและขนาดเล็กจะมีค่าการกลั่นอยู่ระหว่าง 4-8 เหรียญ/บาร์เรล

ส่วนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็แจ้งอัตราค่าการกลั่นในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่นไว้ที่ระดับ 8.8 เหรียญ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2564 ที่ 6.9 เหรียญ/บาร์เรล โดยเหตุผลที่แจ้งในผลประกอบการถึงค่าการกลั่นที่สูงขึ้นของแต่ละโรงกลั่นส่วนใหญ่ก็คือ ส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นได้ก็เพิ่มขึ้นในระดับสูงตามไปด้วย

โรงกลั่น

โรงกลั่นแจงยึดกลไกตลาด

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าการกลั่น เป็นไปตามกลไกตลาดจากดีมานด์และซัพพลาย เช่น พอมีสงครามเกิดขึ้นก็ส่งผลต่อราคาพลังงาน แต่สุดท้ายที่จะต้องมาหาทางออกร่วมกัน

“มีอะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน ต้องรอการพิจารณาของทางคณะอนุกรรมการบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต ว่าจะมีแนวทางอย่างไร แต่ว่าทุกอย่างเป็นกลไกตลาด ก่อนหน้านี้ค่าการกลั่นติดลบ การปรับขึ้นเป็นไปตามภาวะราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น วันนี้สถานการณ์ฝุ่นตลบ ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น ส่วนน้ำมันใสมีโรงงานที่โดนระเบิดบ้าง ทำให้เกิดฝุ่นตลบ รอฝุ่นสงบแล้วก็จะดีขึ้น เราพร้อมจะให้ข้อมูลกับภาครัฐ และที่ผ่านมาเราก็มีมาตรการช่วยดูแลผู้บริโภค มีคูปองน้ำมันช่วยประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง” นายชัยวัฒน์กล่าว

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

ก่อนหน้านี้ นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว “ค่าการกลั่น” ไม่ได้คำนวณจากส่วนต่างราคาของน้ำมันเบนซินและดีเซล เทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิงเท่านั้น แต่ต้องนำส่วนต่างราคาเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดตามสัดส่วนการผลิตที่โรงกลั่นผลิตได้

รวมทั้งก๊าซหุงต้มหรือน้ำมันเตาที่มีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบมาคำนวณรวมทั้งหมดเทียบกับราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริง ซึ่งรวมค่าพรีเมี่ยมของน้ำมันดิบหรือราคาส่วนเพิ่มเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิง และค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากแหล่งผลิตมายังประเทศไทย เช่น ค่าขนส่งน้ำมันดิบทางเรือ ค่าประกันภัย รวมถึงต้องหักลบต้นทุนค่าพลังงานความร้อน ค่าน้ำและค่าไฟที่ใช้ในการกลั่น

นอกจากนี้ ค่าการกลั่นก็ไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและภาษี เป็นต้น เมื่อนำค่าการกลั่นมาหักลบกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงกำไร ขาดทุน จากการบริหารความเสี่ยงด้านราคา และสต๊อกน้ำมัน จึงจะสะท้อนกำไรสุทธิที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับจริง

“กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันไม่ได้มีกำไรสูงตามราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2565 แต่อย่างใด อีกทั้งกลุ่มโรงกลั่นยังต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา หากราคาน้ำมันมีทิศทางปรับตัวลดลงในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปตามวงจรของธุรกิจน้ำมันที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง โดยสามารถดูได้จากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี’63 เป็นต้นมา ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดและกลุ่มโรงกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมันในปี 2563 รวมสูงกว่า 30,000 ล้านบาทด้วย” นายบัณฑิตกล่าว

ลดค่าการกลั่นทำได้ยาก

ด้านนายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงค่าการกลั่นน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในขณะนี้ว่า จะหนุนกำไรในธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งแต่ละโรงกลั่นจะได้กำไรมากน้อยไม่เท่ากัน โดยบางโรงกลั่นมีการป้องกันความเสี่ยง หรือ “hedging” เอาไว้ ส่งผลให้กำไรจากโอเปอเรชั่นจะเจอผลเสียจาก hedging loss โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ที่มีการทำ hedging ไว้มาก มีสัดส่วนตั้งแต่ 20-60% ทำให้เสียโอกาสจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โรงกลั่นที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจาก “ค่าการกลั่น” ตอนนี้น่าจะเป็น โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เพราะทำธุรกิจโรงกลั่น 100% และไม่มีการทำ hedging เลย ดังนั้นจะหนุนกำไรเต็ม ๆ ขณะที่ผู้ที่ได้ประโยชน์น้อยสุดจะเป็นบริษัทที่มีโรงกลั่นเล็ก ๆ เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่ทำ hedging ไว้ถึง 60%

“ตอนนี้ค่าการกลั่นที่สิงคโปร์อยู่แถว ๆ 19-20 เหรียญ/บาร์เรล แต่โรงกลั่นไทยอยู่ประมาณ 15-16 เหรียญ/บาร์เรล เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสิงคโปร์ ยังไม่รวมในส่วนของค่าเชื้อเพลิงและค่าพรีเมี่ยมของน้ำมันดิบ (crude premium) ซึ่งตอนนี้แพงมาก” นายจักรพงศ์กล่าว

ส่วนกรณีการเรียกร้องให้ “ลดค่าการกลั่น” ลงนั้น นายจักรพงศ์เห็นว่า “ทำได้ค่อนข้างยาก” เพราะที่ผ่านมาทุกสมัยที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงก็จะมีการพูดถึงการลดค่าการกลั่นมาตลอด แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จเลยสักรัฐบาล เนื่องจากธุรกิจการกลั่นน้ำมันเปิดเสรี และมีสูตรราคาที่ใช้มาประมาณร่วม 30 ปีแล้ว โดยในอดีตตอนที่ประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศก็ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากทางสิงคโปร์เข้ามาใช้ ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดนโยบายเพื่อจูงใจให้มีการลงทุนก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ จึงเป็นที่มาของการกำหนดสูตรค่าการกลั่นให้เปรียบเสมือนนำเข้ามาจากสิงคโปร์ และใช้สูตรนี้มาโดยตลอด

“ถามว่าถ้าเราไม่ใช้ราคานี้แล้วไปฟิกซ์ค่าการกลั่น จะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่าราคาน้ำมันดิบประมาณเกือบ ๆ 40 เหรียญ ถ้าไปฟิกซ์ไว้ที่ 20 เหรียญ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ โรงกลั่นจะไม่ขายน้ำมันในประเทศ แต่จะส่งออกกันหมด เพราะค่าขนส่งแค่ 1 เหรียญ ฉะนั้นพอส่งออกหมด น้ำมันในไทยก็จะขาด และพอขาด สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือต้องมีบริษัทไปนำเข้าน้ำมันมาขาย เพื่อให้มีน้ำมันในประเทศ สุดท้ายก็ต้องไปนำเข้าที่ราคา 40 เหรียญ บวกค่าขนส่งเข้ามา กลายเป็น 41 เหรียญด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็คือราคาเดียวกันกับที่โรงกลั่นในประเทศขายอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีความแตกต่างเลย ดังนั้นการเข้าไปแทรกแซงไม่มีผล” นายจักรพงศ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยอดีตรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่มีการ “ขอความร่วมมือ” จากโรงกลั่นน้ำมันช่วยบริจาคเงินจากกำไรค่าการกลั่นเข้า “กองทุนทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยปีนั้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริจาคเงิน 1,200 ล้านบาท ขณะที่ SPRC กับ ESSO บริจาค 700-800 ล้านบาท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP บริจาค 300 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และหากเอาสถานการณ์นั้นมาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่พบว่า กองทุนน้ำมันฯติดลบอยู่ -81,395 ล้านบาท ก็ช่วยได้นิดเดียว

“ดังนั้น ผมจึงมองว่าทำไม่ได้ เพราะปัญหาน้ำมันแพงเจอกันทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ถ้าไปบล็อกไม่ให้ส่งออก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โรงกลั่น กระบวนการกลั่น จะมีโปรดักต์ออกมาหลายตัว บางโปรดักต์ในไทยเหลือ แต่บางโปรดักต์ก็ขาด เพราะฉะนั้น ส่วนที่เหลือจำเป็นจะต้องส่งออก ถ้าไม่ให้ส่งออก

สุดท้ายถังมันก็เต็มก็ต้องลดหลั่นลงมา ส่วนโปรดักต์ที่ขาดก็ต้องไปนำเข้ามาอยู่ดีในราคาสากล แล้วใครจะเป็นผู้รับภาระ เพราะว่านำเข้ามาแต่ต้องขายในราคาที่ถูกลง ไม่มีใครทำแน่นอน ดังนั้น ซัพพลายน้ำมันในไทยก็จะขาดแคลน จึงกลายเป็นที่มาว่า ทุกรัฐบาลพอทำความเข้าใจแล้วก็จะไม่มีใครมายุ่งกับค่าการกลั่นอีก” นายจักรพงศ์กล่าว