กสิกรไทยกางสูตรจัดพอร์ตลงทุนในหลายสินทรัพย์ รับมือตลาดโลกผันผวน
KBank Private Banking แนะการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงรับภาวะตลาดขาลงช่วงครึ่งปีหลัง ชี้ เศรษฐกิจโลกถูกกระทบจากนโยบายการเงินตึงตัวของเฟด เผยกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-หุ้นนอกตลาดสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวท่ามกลางภาวะผันผวน
วันที่ 17 มิถุนายน 2565 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกถือว่ามีความผันผวนค่อนข้างมากตามปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ปัญหาโควิด-19 การขาดแคลนสินค้า ส่งให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และล่าสุดปัญหาสงครามรัสเซียและยูเครนกระทบราคาพลังงานและวิกฤตอาหารโลก ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อยิ่งขึ้น
ดังนั้น จะเห็นว่าตลาดลงทุนมีความกังวลต่อเงินเฟ้อสหรัฐที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้เกิดขึ้นแบบรุนแรงและรวดเร็ว เริ่มจากเดือนมีนาคม เฟดมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2561 ที่ 0.25% ซึ่งเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะล่าสุดเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมปรับขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาด โดยทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปี ที่ 8.6% เมื่อเทียบปีต่อปี จากราคาพลังงานที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

และล่าสุดปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.75% ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง จากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าถือเงินสดมากขึ้น โดยจะเห็นว่าตลาดหุ้นไทย -2% ตลาดหุ้นญี่ปุ่น -3% ตลาดเอเชีย -14% และตลาดหุ้นสหรัฐ -18% สะท้อนว่าไม่มีตลาดหุ้นไหนปรับขึ้นเลย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จากผลพ่วงที่ธนาคารได้แนะนำการลงทุนในหุ้นนอกตลาดและการกระจายการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ผ่านกองทุนผสมเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตลง โดยกองทุนผสมอย่าง K-ALLROAD Series ที่ได้เปิดตัวไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีขนาดของกองทุนรวมกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้วยสภาพตลาดการลงทุนในปัจจุบัน ธนาคารยังแนะนำให้ลูกค้ากระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ
เช่น กองทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity Fund) ซึ่งกองทุนที่ธนาคารแนะนำสามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนที่ดีให้กับพอร์ตลูกค้าได้สูงถึง 61.4% และหุ้นนอกตลาดที่เน้นลงทุนในเทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทน 12.8% ซึ่งสามารถชดเชยได้
นายจิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธนาคารยังมีแผนที่จะแนะนำผลิตภัณฑ์ทางเลือกการลงทุนอื่น เช่น Sustainable Global Balanced (กองทุนผสมที่เน้นลงทุนแบบยั่งยืน), China Sustainable Equity (หุ้นจีนที่เป็นธีมหุ้นยั่งยืน), Global Private Debt (ตราสารหนี้นอกตลาดทั่วโลก) ที่เป็นการปล่อยกู้ของผ็จัดการกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกได้ประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะให้ผลตอบแทน 7-10%

นอกจากนี้ ยังมี Global Private Equity (กองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลก), Hybrid Global Private Asset (สินทรัพย์นอกตลาด), Global and Local Private Real Estate(อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด), Quantitative Hedged Fund Strategy (กองทุน Hedge Fund ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนด้วยกระบวนการคณิตศาสตร์และสถิติจากข้อมูลเชิงปริมาณ) และ Exotic Structured Note (หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงแบบต่าง ๆ) เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้กับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าได้ในปี 2565 นี้
“การจัดพอร์ตการลงทุน เรายังคงแนะนำการกระจายความเสี่ยง และการรับความเสี่ยงของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ลูกค้าสามารถรับความเสี่ยงเต็มเพดาน 20% คิดเป็นการรับความเสี่ยงได้ 10% ซึ่งให้ผลตอบแทน 7-8% หรือเพดานลูกค้าอยู่ที่ 10% หรือรับความเสี่ยงได้ 5% ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 4-5% เราจะมีคำนวณพอร์ตลงทุนให้สอดรับความเสี่ยงให้ลูกค้า เช่น รับได้ 5% ก็เน้นถือเงินสด 40% ตราสารหนี้ประมาณ 30-40% ซึ่งขึ้นกับลูกค้า”
ด้านนางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดการลงทุนในช่วงนี้ผันผวนกว่าปกติ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่าง ๆ อยู่ในทิศทางขาลงจากข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้น และยังไม่เข้าสู่แนวโน้มขาลงตามเป้าหมายของเฟด จากราคาพลังงานและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้นโยบายการเงินมีทิศทางตึงตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยจากการประชุมครั้งล่าสุดในวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา เฟดได้มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในครั้งเดียว เป็นไปตามตลาดคาด ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของเฟด อยู่ที่ 1.5-1.75% พร้อมทั้งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร่งขึ้น โดยจะขึ้นดอกเบี้ยอีกทั้งหมด 1.75% ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 3.4% มากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ในการประชุมเดือนมีนาคมที่ 1.9%
ทั้งนี้ ด้านภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐยังคงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยอัตราการว่างงานยังใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเริ่มมีสัญญาณลบจากตลาดบ้านบ้าง หลังจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการซื้อทำให้ยอดขายบ้านลดลง
ด้านจีนที่ค่อย ๆ กลับมาเปิดประเทศอีกครั้งในแบบระมัดระวัง หลังยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงแสดงให้เห็นว่ามาตรการการล็อกดาวน์ได้ผล อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในจีนจะลดลง แต่แนวโน้มผู้ติดเชื้อที่อื่น ๆ ในเอเชีย อย่างฮ่องกงและเกาหลีใต้กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้จีนต้องกลับมาใช้มาตรการ Zero COVID จนถึงไตรมาส 3 และถ้าหากจีนกลับมาล็อกดาวน์ก็จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอีกครั้ง
เช่นเดียวกันกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ก็ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการเผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานเช่นกัน สำหรับความเป็นไปได้ต่อไปของสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหภาคทั่วโลก แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
1) สงครามยืดเยื้อ กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความน่าจะเป็น : สูง ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 1% 2) สงครามทวีความรุนแรงและรวดเร็ว เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ความน่าจะเป็น : ต่ำ ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 2% 3) ความขัดแย้งคลี่คลาย ความน่าจะเป็น : ต่ำกว่า ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 0.5%
ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องนี้เข้าใกล้เกณฑ์หดตัว ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจนำไปสู่ตลาดหมีหรือตลาดขาลง ในสภาวะเศรษฐกิจและตลาดเช่นนี้ KBank Private Banking และ Lombard Odier ยังคงเน้นย้ำกลยุทธ์การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง