เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

กรุงไทยชี้บาทอ่อน-สงคราม ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรโต 20.4%

02 ส.ค. 2565 | 12:17น.
สินค้าเกษตร

Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 2/65 ขยายตัว 20.4% อานิสงส์บาทอ่อน-สงครามดันความต้องการพุ่ง เผยจีนยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วน 27% ระบุ “มันสำปะหลัง-ผลไม้สดแช่แข็ง-ข้าว” เติบโตดี จับตา 6 ปัจจัยเสี่ยงกระทบ

วันที่ 2 สิงหาคม 2565 Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2565 ขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด ทำให้มีความต้องการสินค้ากลุ่มอาหารเร่งตัวขึ้น ทั้งเพื่อชดเชยการขาดแคลน และกักตุนไว้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

โดยมูลค่าส่งออกสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไตรมาส 2 ปี 2022 ขยายตัว 20.4%YOY แบ่งเป็นหมวดสินค้าเกษตรที่ขยายตัวเร่งขึ้นชัดเจนที่ 15.4%YOY การส่งออกขยายตัวดีในทุกตลาดสำคัญ โดยจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดคิดเป็น 27% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดกลับมาเร่งตัวที่ 20%YOY ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง และข้าว ขณะที่ตลาดแอฟริกาขยายตัวถึง 31%YOY จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวตามราคาน้ำมันตลาดโลก โดยสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ข้าวนึ่ง ขยายตัวถึง 38.8%YOY

ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 28.0% โดยสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงยังขยายตัวดี และโดยเฉพาะน้ำตาลทรายที่ได้รับผลดีจากราคาส่งออกและปริมาณอ้อยที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปยังคงขยายตัว โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ที่ได้รับผลดีจากความกังวลจากข้อพิพาทระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมถึงฐานที่ต่ำในปีก่อน

ข้าว

ในปี 2022-2023 ตลาดส่งออกฟื้นตัว โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวจะอยู่ที่ 7.2 และ 7.6 ล้านตัน ตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้น 18.0%YOY และ 5.6%YOY ตามลำดับ (ปรับดีขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อนที่อยู่ที่ 7.0 และ 7.2 ล้านตัน จากอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าที่คาด และสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ) แต่ยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด และนับว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต หากเทียบกับในช่วงปี 2557-2561 ที่เคยส่งออกได้เฉลี่ยปีละ 9-10 ล้านตัน เนื่องจากยังคงต้องแข่งขันรุนแรงกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย อีกทั้งคาดว่าผลผลิตข้าวของประเทศผู้ส่งออกสำคัญ อย่างไทย เวียดนาม และอินเดีย มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ยิ่งทำให้การแข่งขันส่งออกข้าวในตลาดโลกรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ สายพันธุ์ข้าวไทยเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากข้าวพันธุ์พื้นนุ่มของเวียดนามมีราคาถูกและรสชาติดี จึงเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ทำให้ผู้ซื้อสามารถต่อรองและกดราคาข้าวไทยลงได้อีก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อ Margin ของผู้ส่งออก

ยางพารา

ในปี 2022 มูลค่าส่งออกยางแผ่นและยางแท่ง จะขยายตัวเป็น 1.38 แสนล้านบาท หรือขยายตัว 11.5% โดยเป็นผลจากทั้งปัจจัยด้านราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น 9.4% ตามราคาน้ำมันตลาดโลก และปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.23 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 2.0%YOY ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่วนในปี 2023 คาดว่ามูลค่าการส่งออกยังมีแนวโน้มขยายตัวหรือเท่ากับ 1.42 แสนล้านบาท

โดยเป็นผลจากปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.41 ล้านตัน หรือขยายตัว 9.0%YOY เพราะความต้องการใช้ยางแผ่นและยางแท่ง เพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและโลกที่ยังคงขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาการขาดแคลนชิปจะทำให้ในปี 2023 การผลิตยานยนต์ของจีนอาจชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังการส่งออกยางแผ่น ยางแท่งของไทย แต่คาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะคลี่คลายในปี 2023

ในปี 2022 คาดว่ามูลค่าส่งออกน้ำยางข้นจะอยู่ที่ 4.65 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 5.0%YOY แม้ว่าราคาส่งออกน้ำยางข้นปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ปริมาณการส่งออกน้ำยางข้นจะมีแนวโน้มลดลง จากอุปทานถุงมือยางในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ในปี 2023 คาดว่ามูลค่าส่งออกน้ำยางข้นจะอยู่ที่ 4.74 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.0%YOY เพราะความต้องการใช้น้ำยางข้นในการผลิตถุงมือยางที่จะกลับมาขยายตัวได้

เนื่องจากปัญหาอุปทานส่วนเกินถุงมือยางโลกที่บรรเทาลง อีกทั้งความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางทางการแพทย์และเภสัชกรรม ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ทั่วโลก

ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง

ในปี 2022 คาดว่ามูลค่าส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 220,135 ล้านบาท หรือขยายตัว 15.7%YOY หลังจากที่ด่านส่งออกทางบกไปจีน 3 ด่าน จากทั้งหมด 4 ด่าน ที่ปิดทำการไปในช่วงไตรมาส 1 ได้เปิดทำการเป็นปกติแล้ว สะท้อนจากมูลค่าส่งออกในไตรมาส 2 ที่กลับมาขยายตัวสูง ส่วนในปี 2023 มูลค่าส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 258,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 17.2%YOY

โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยคิดเป็น 53% ยังขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับชาวจีนนิยมผักและผลไม้เมืองร้อนจากไทย อีกทั้งไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับจีน ทำให้ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้า ประกอบกับคาดว่าในระยะข้างหน้าการส่งออกผักและผลไม้ของไทยไปจีนจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงจีน-สปป.ลาว เนื่องจากเป็นการเพิ่มช่องทางการส่งออก รวมทั้งสามารถลดต้นทุนการขนส่งและระยะเวลาการขนส่งเหลือเพียง 15 ชั่วโมง เร็วกว่าการขนส่งทางถนนที่ใช้เวลาถึง 2 วัน

อย่างไรก็ดี การเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของศุลกากรจีนและสำนักงานตรวจสอบกักกันโรค (CIQ) อาทิ การปฏิบัติตามมาตรการการตรวจสอบสินค้าและป้องกันเชื้อโควิด-19 สำหรับโรงงานผลิตผักและผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยของทางการจีน ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่คู่ค้ากำหนด ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้น และอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อต้นทุนสินค้าส่งออกของไทย

มันสำปะหลัง

ในปี 2022-2023 ปริมาณส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทยจะอยู่ที่ 6.2 และ 6.6 ล้านตัน ตามลำดับ ขยายตัว 20%YOY และ 5%YOY (สูงกว่าการประเมินครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.5 และ 5.7 ล้านตัน ขยายตัว 5% ต่อปี) ขณะที่ปริมาณส่งออกแป้งมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 5.1 และ 5.3 ล้านตัน ตามลำดับ ขยายตัว 4% ต่อปี เนื่องจากสต๊อกข้าวโพดจีน (สินค้าทดแทน) มีทิศทางลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตจีนมีความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด ทำให้จีนนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมันเส้นและมันอัดเม็ด เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ข้าวโพดจากยูเครน โดยในปี 2021 จีนนำเข้าข้าวโพดจากยูเครนเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 30% ของปริมาณนำเข้าข้าวโพดทั้งหมดของจีน

ในปี 2022-2023 ราคาเฉลี่ยมันเส้นในประเทศและราคาส่งออกจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 7.4-9.2 บาท/กก. และ 250-310 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตามลำดับ (เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 7.3-7.9 บาท/กก. และ 260-280 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตามลำดับ) ขณะที่ราคาเฉลี่ยแป้งมันในประเทศและราคาส่งออกในปี 2022-2023 จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 15.2-17.1 บาท/กก. และ 520-550 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 14.1-15.4 บาท/กก. และ 510-530 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนผลผลิตหัวมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 32.1 ล้านตัน และ 32.5 ล้านตัน หลังราคาหัวมันสด ในปี 2564 จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

เกาะติดเศรษฐกิจจีนคู่ค้าหลัก

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2022 จะขยายตัวได้ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้

1.การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก และจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดด้านสุขอนามัยของจีน อาทิ การเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรการการตรวจสอบสินค้าและป้องกันเชื้อ COVID-19 ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานผลิตผักและผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่คู่ค้ากำหนด

ซึ่งในช่วงแรกอาจทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น และหากปรับตัวได้ช้า ก็อาจเสียตลาดให้กับคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม โดยล่าสุดจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนผลสดจากเวียดนามได้ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของไทย เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่สั้นกว่า

2.ความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย จากแรงกดดันของเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางหลายประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าเกษตรในกลุ่มที่เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่สินค้าเกษตรในกลุ่มอาหาร อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นในการบริโภค ประกอบกับความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร ทำให้มีการกักตุนเพื่อบริโภค โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น

3.ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด รวมทั้งวัตถุดิบแม่ปุ๋ยที่มีราคาลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายที่เร่งนำเข้าในช่วงต้นปีมีความเสี่ยงขาดทุนสต๊อก ขณะที่ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอาจทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามแนวโน้มราคา Commodity ในตลาดโลก ดังนั้น ในระยะนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มโรงงานผลิตปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์และปศุสัตว์ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและสต๊อกสินค้ามากขึ้น

4.ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลดี จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก แต่ผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มอาหาร ที่ควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานฮาลาล ซึ่งเปรียบเสมือนใบเบิกทางในการเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประกอบกับผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่แตกต่างกัน

เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคในตะวันออกกลางมีความหลากหลายทั้งในด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติทางศาสนาที่เคร่งครัด นอกจากนี้ ผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังในอดีต เช่น เหตุการณ์ที่ประเทศอิรัก ได้แบนการสั่งซื้อข้าวจากประเทศไทย ถึง 7 ปี เนื่องจากข้าวไม่ได้คุณภาพ ตามคำสั่งซื้อ

5.ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรในกลุ่ม ปุ๋ยเคมี บรรจุภัณฑ์ อาหารสัตว์ รวมทั้งราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดขึ้น จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะรายกลางและรายย่อย ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนต่ำกว่ารายใหญ่ และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากอยู่แล้ว

6.ปัญหาค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อต้นทุนการขนส่งของการส่งออกสินค้าเกษตรไทย โดยสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบมาก คือ ข้าวหอมมะลิ อาหารทะเล ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ยาง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรุงไทย ค่าเงินบาท