AIS The StartUp เจาะลึก ‘Build-Measure-Learn’ เสริมแกร่งสตาร์ตอัป หนุนธุรกิจยุคดิจิทัลเติบโต-ยั่งยืน

สถานการณ์ปัจจุบัน โลกมีการผกผันและเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง เนื่องด้วยผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรม รวมถึงการเติบโตอันก้าวกระโดดของวงการเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดความท้าทายใหม่ในหลายภาคส่วน หนึ่งในนั้นคือ ‘สตาร์ตอัป (Startup)’ ที่มีการแข่งขันเข้มข้นตลอดเวลา

AIS The StartUp นำโดย ดร. ศรีหทัย พราหมณี (AIS The StartUp Management)  และ ดร.ณัฐนรินทร์ เนียมประดิษฐ์ CEO-LEAN Business Design Thailand ผู้คร่ำหวอดในวงการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทยมากว่า 10 ปี มาเปิดประสบการณ์ แบ่งปันแนวคิด ‘Lean Startup’ รวมถึงกระบวนการ Build-Measure-Learn’ เพื่อให้ธุรกิจ Startup ก้าวข้ามแรงเสียดทานด้านเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งในยุคดิจิทัล

เริ่มธุรกิจด้วยวิธีคิดแบบ Lean Startup

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ประกอบกับความต้องการของตลาดแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจสตาร์ตอัปแบบเดิมอาจไม่ใช่สิ่งผู้ประกอบการต้องการ ดังนั้น Lean Startup จึงก้าวเข้ามามีบทบาทในฐานะแนวคิดสำคัญ แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ในแทบทุกกระบวนการ

จุดเริ่มต้นของ Lean Startup มาจากแนวคิด Zero-waste ที่ต้องการลดกระบวนการทำงานและค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น หรือกล่าวคือ ‘กระบวนการที่ก่อประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร’ เกี่ยวข้องทั้งการจัดการทรัพยากรให้มีประโยชน์ รวมถึงลดการสูญเสียด้านต้นทุน โดยผลิตจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก จากนั้นพัฒนาต่อจนได้สินค้าตรงโจทย์ความต้องการลูกค้าสูงสุด

แนวคิดแบบลีน(Lean Thinking) เริ่มใช้ครั้งแรกโดย Eric Ries ผู้ร่วมก่อตั้ง IMVU บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กแนวเกมจำลองชีวิตบนโลกออนไลน์ (Second Life) ผ่านการเรียนรู้จากการทำธุรกิจของตน ทว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ประสบผลสำเร็จและเกิดข้อสงสัย จากนั้นได้สำรวจข้อมูลเชิงลึก (Insight) จนพบว่าสินค้านั้นไม่ตรงโจทย์ความต้องการหลักของลูกค้า ดังนั้น จึงตั้งปณิธานเพื่อสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้า ผ่านการศึกษากระบวนการคิด Lean ของ Toyota บวกกับกระบวนการพัฒนาลูกค้า (Customer Development) พร้อมวิเคราะห์ทิศทางทางการตลาด

เรียกว่าแนวคิดนี้เข้ามาหักล้างวิธีคิดของธุรกิจแบบเดิม ซึ่งเริ่มจากการคิดว่าต้องการทำอะไร จากนั้นจึงดำเนินธุรกิจขึ้นมา ตรงข้ามกับแนวคิด Lean Startup คือ การเริ่มต้นศึกษาปัญหาจากกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเกิดกระบวนการสร้างสรรค์ไอเดีย นำไปสู่การวัดผล และการเรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าออกไป

วิถี ‘Build-Measure-Learn’ แก่นหลักของ Lean Startup

ที่ผ่านมา ธุรกิจStartup ส่วนใหญ่มักเริ่มด้วยเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงคิดค้นกลยุทธ์ว่าต้องทำอย่างไร และท้ายสุดคือการผลิตสินค้าออกมา ทว่าการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดนี้จำเป็นต้องเรียนรู้กระบวนการ ‘Build-Measure-Learn’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Lean Startup พร้อมเสนอข้อแนะนำที่มีคุณค่า สร้างการเติบโตจนถึงวันที่ธุรกิจทะยานติดลมบน

หัวใจหลักของ Lean Startup เริ่มจาก ‘การสร้าง (Build)’ เป็นการรังสรรค์ไอเดียที่เกิดจากความต้องการ (Need) ปัญหากวนใจ (Pain) และความคาดหวัง (Gain) จากกลุ่มเป้าหมาย หลังจากวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายแล้วจะพบโซลูชันเพื่อตอบข้อสงสัย จนเกิดการผลิต สินค้า MVP (Mininum Viable Product) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติด้านการบริการน้อยที่สุด สามารถใช้งานได้จริงในระดับหนึ่ง รวมถึงใช้ประเมินตลาด ทั้งยังมี Prototype หรือการสร้างต้นแบบในการทดสอบจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต

ตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นชัด คือ การผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักพบว่ามักเป็นการสร้างสินค้าต้นแบบออกมาจำหน่าย จากนั้นจึงเกิดความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการสิ่งใด นำไปสู่กระบวนการปรับปรุง พัฒนาให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม และเตรียมผลิตรถยนต์เพื่อวางขายจริงต่อไป

ถัดมา ‘การวัดผล (Measure)’ คือ การนำตัวอย่าง (Prototype) หรือสินค้า MVP มาทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อจะสร้างแรงกระเพื่อม จนได้ความคิดเห็นเพียงพอต่อการปรับปรุง รวมถึงเปลี่ยนแปลงสินค้าต่อไป หลังจากสร้างไอเดียและวัดผลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ‘การเรียนรู้ (Learn)’ โดยหาข้อสรุปว่าสิ่งไหนตอบโจทย์ อีกทั้งเกิดความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งว่าต้องการอะไรมากที่สุด (Validated Learning) นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

สร้างความได้เปรียบ หนุนธุรกิจเติบโต-มั่นคง

ทว่าหากมีการสร้างต้นแบบสินค้ามากเกินไป อาจส่งผลให้กระบวนการล่าช้า ทั้งการปล่อยตัวของบริการที่ไม่ตามทันเทรนด์ ไม่ตรงโจทย์ความต้องการของลูกค้าในเวลานั้น รวมถึงสูญเสียเงินลงทุน และขาดโอกาสในการผลิตตัวสินค้าในช่วงที่ได้รับความนิยม

ด้านสินค้า MVP สามารถทำตลาดได้ ทว่าผลเสีย คือ คู่แข่งที่มีความเร็วด้านการผลิตมักเข้ามาดึงส่วนแบ่งทางการตลาด แม้ว่ากระบวนการนี้ส่งผลกระทบ แต่ตลาดยังคงมีความกว้างขวาง ซึ่งหากธุรกิจ Startup Thailand มีการพัฒนาและเกิดความเข้าใจด้านความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ จะสามารถไปได้ก้าวไปได้เร็วกว่าคู่แข่ง พร้อมสร้างแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจสตาร์ตอัปไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการเท่านั้น ทว่ายังเชื่อมโยงกับกระบวนการคิดเพื่อเข้าใจลูกค้า นำไปสู่การออกแบบการตลาดให้ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าสูงสุด ขณะเดียวกันกล่าวได้ว่า Lean Startup ตัวอย่างของแนวคิดเพื่อสร้างการผลิตที่ยั่งยืนในองค์กรใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากลดการสูญเสียระยะเวลาและกระบวนการผลิต ตลอดจนการบริหารจัดการภายใน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยให้ทีมทำงานเป็นระบบ เตรียมพร้อมสู่การพัฒนาสินค้าต่อไป

ติดปีกผู้ประกอบการ ทะยานสู่ความสำเร็จ

ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดกลางต่างเริ่มใช้แนวคิดนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใช้ Lean Startup เช่น Apple มีการพัฒนาไอโฟนตั้งแต่รุ่นแรกมาถึงรุ่นล่าสุด โดยทำเป็นเหมือนสินค้า MVP จากนั้นจึงปรับปรุงและแก้ไขให้มีประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมออกสู่ตลาดต่อไป

นอกจากนี้ Netflix เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ใช้แนวคิด Lean Startup โดยสร้างธุรกิจจากการสำรวจความต้องการและปัญหาของลูกค้า เช่น การเช่าหนัง การเดินทาง ค่าปรับจากการส่งคืนล่าช้า เป็นต้น จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการทดสอบ ปรับปรุง รวมถึงพัฒนา จนได้บริการตอบโจทย์ลูกค้าสูงสุด

อีกหนึ่งตัวอย่าง Lean Startup คือ ธุรกิจหมูปิ้ง สตาร์ตอัปในประเทศไทยซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป็นผู้หญิง โดยเริ่มจากการระดมความคิดเพื่อทำหมูปิ้งแบบใหม่ (Build) จากนั้นจึงตั้งสมมติฐานว่าปัญหาของคนซื้อหมูปิ้งคือจับไม้แล้วเลอะ ต้องการข้าวเหนียวห่อเล็กลง และต้องการเพิ่มรสชาติหมูปิ้งให้หลากหลาย

ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างสินค้า MVP หรือหมูปิ้งที่มาพร้อมซอสหม่าล่าและรสชาติอื่นๆ ร่วมกับไม้เสียบทรงใหม่ให้จับแล้วไม่เลอะ รวมถึงการลดปริมาณข้าวเหนียว โดยผ่านกระบวนการทดสอบ (Measure) กับกลุ่มผู้ใช้งานว่าต้องการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการเรียนรู้ (Learn) ซึ่งพบว่าขนาดข้าวเหนียวและรสชาติของหมูปิ้งเป็นความต้องการหลักของลูกค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องนำไปพัฒนาสินค้าต่อไป

บทสรุป Lean Startup ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ในช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนที่ผู้คนต่างมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ธุรกิจใดสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้า รวมถึงมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวด้านการผลิต มักเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง ถึงแม้จะมีขนาดใกล้เคียงกันก็ตาม

ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายทั่วโลกนำแนวคิดลีน มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตน ร่วมกับกระบวนการ Build-Measure-Learn ในการสำรวจความต้องการของกลุ่มลูกค้า พร้อมปรับทิศทางให้ตรงความต้องการ ลดความสูญเสียด้านการลงทุน ความคิด กำลังงานการผลิต รวมถึงช่วยพัฒนาด้วยการสร้างสรรค์ การทดสอบ และการเรียนรู้ นำไปสู่การสร้างสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ‘AIS The Startup’ สู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ สามารถส่งผลงานเข้ามาได้ที่เว็บไซต์ www.ais.co.th/thestartup หรือ www.facebook.com/aisthestartup แล้วมาร่วมเดินหน้าพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน!