Skip to content

ไทยซัมมิท เผยอุตฯยานยนต์และชิ้นส่วนยังให้ความสำคัญกับ ESG น้อย

26 ก.ค. 2566 | 09:02น.
ไทยซัมมิท เผยอุตฯยานยนต์และชิ้นส่วนยังให้ความสำคัญกับ ESG น้อย

ชนาพรรณไทยซัมมิท แนะ 3 แนวทางไปสู่ ESG อย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เริ่มตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงกระบวนการทำลายรถยนต์ ผ่าน 3 เเนวคิดหลักรถยนต์ที่ดีปกป้องโลกเติบโตอย่างยั่งยืน ชี้ทั้ง 3 ส่วนต้องความเกื้อหนุนกัน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2566 นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยบนเวทีสัมมนา ESG : Game Changer ในหัวข้อ “เปลี่ยนให้ทันโลก” จัดโดยประชาชาติธุรกิจถึงแนวคิดการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน  หรือ ESG ( Environment, Social, และGovernance) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่าปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง แม้ว่าจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ผู้ผลิตยานยนต์คือหนึ่งในผู้ที่ก่อให้เกิดมลภาวะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เห็นได้จาก กรุงเทพ มีต้นทุนการขนส่งอยู่ที่ 20% สูงเป็นอันดับสองของประเทศไทย และเป็นอันดับสามของโลก คิดเป็น 1-25% และไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ผู้ผลิตยานยนต์คือหนึ่งในผู้ที่ก่อให้เกิดมลภาวะนี้

ทั้งนี้แม้ว่าข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ตั้งเป้าว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องลดคาร์บอนให้ได้ 30% ภายในปี 2030 นับจากปี 2019 นั้น แต่หากปล่อยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ลดเองตามสภาพจะอยู่ที่ 19% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังห่างไกลเป้าหมายอย่างมาก

ประกอบกับยังมีความกดดันด้าน ESG ต่างๆ ของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง,เศรษฐกิจหมุนเวียน,การใช้วัตถุย่อยสลายได้ง่าย,การต้องบังคับให้ซับพลายเชนจ์มี ESG ,การทำ Green Finance รวมไปถึงความกดดันทำรายงานต่างๆ เพื่อให้เกิด ESG ถึงความกดดันที่จะต้องหัดใช้ดิจิทัลเข้ามาเพื่อควบคู่กับความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการลงทุนที่เกี่ยวกับ ESG ในอุตสาหกรรมยานยนต์น้อยลงทุกปี ทั้งนี้จะเห็นว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแรง ทำให้การลงทุนที่ถูกมองว่าไม่ได้เกิดผลตอบแทนถูกผลักออกไปก่อน อีกทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ยังประสบปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันผู้ผลิตต้องดำเนินการจัดการด้านการผลิตในแต่ละวันเพื่อไม่ให้ติดขัด ดังนั้นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์จึงยังไม่ได้เข้ามาดูแลในส่วนของ ESG อย่างจริงจัง

โดยจะเห็นว่าการลงทุนของ OEM หรือผู้ผลิตรถยนต์นั้นมีการลงทุนด้าน ESG น้อยกว่าในส่วนของซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และถือเป็นการผลักภาระต้นทุน ESG ให้กับซัพพลายเออร์แต่ขณะเดียวกันผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ESG และยังอยู่ในช่วงของการเฝ้ารอดูทิศทางตรงนี้อย่างใกล้ชิด

หากจะยกระดับ มาตรฐาน ESG ของอุตสาหกรรมยานยนต์แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทำเพียงหนึ่งบริษัท หรือให้หลายบริษัทให้มาทำ ESG ตรงนี้ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกคนในอุตสาหกรรมมายกระดับขึ้นไปพร้อมกัน

การประกอบรถยนต์หนึ่งคันนี้น มีการนำวัตถุดิบจากทั่วโลกมาผลิต และประกอบ ในโรงงานต่างๆ กว่าจะถึงโรงงานผลิตรถยนต์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก จากนั้นรถยนต์ 1 คัน จากโรงงานและสุดท้ายออกไปยังทั่วโลก ซึ่งจะเห็นได้ว่าการผลิตรถยนต์ 1 คันมาจากทุกภาคส่วนทุกภูมิภาคทั่วโลก

รองประธานอาวุโสฯ ได้เสนอแนวคิดปรัชญาการทำธุรกิจยุคใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์  ได้แก่ 1.รถยนต์ที่ดี 2.ต้องปกป้องโลก และ 3.ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน โดยทั้ง 3 ส่วนข้างต้นจะต้องมีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ประกอบการจะเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือแค่สองในสามไม่ได้

โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการการออกแบบรถยนต์ ไปจนถึงกระบวนการสุดท้ายของการใช้ รถยนต์ให้ได้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน หรือ ESG